<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Biomed.in.th &#187; Research</title>
	<atom:link href="http://www.biomed.in.th/category/research/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.biomed.in.th</link>
	<description>Biomed.in.th จัดทำขึ้นโดยมีความตั้งใจจะให้เป็นแหล่งความรู้และให้ข่าวสารเกี่ยวกับ วิศวกรรมชีวเวช (Biomedical Engineering) ให้กับคนทั่วไป และความหวังสูงสุดคือเป็นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้สนใจทั่วไปกับนักวิศวกรรมชีวเวช หรือระหว่างนักวิศวกรรมชีวเวชด้วยกันเอง</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 16:06:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>เกม Foldit ไขปัญหาโครงสร้างโปรตีนช่วยเปิดทางสู่การคิดค้นยารักษาโรคเอดส์</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/retroviral-protease-solved-by-protein-folding-game-players/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/retroviral-protease-solved-by-protein-folding-game-players/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2011 01:00:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sarapuk</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Bioinformatics]]></category>
		<category><![CDATA[Drug Delivery System]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Imaging]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[drug]]></category>
		<category><![CDATA[Foldit]]></category>
		<category><![CDATA[Game]]></category>
		<category><![CDATA[retroviral protease]]></category>
		<category><![CDATA[กรดอะมิโน]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[โมเลกุล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2419</guid>
		<description><![CDATA[โครงสร้างของเอนไซม์ Retroviral Protease  เริ่มต้นจากโครงสร้างของเอนไซม์ที่ได้จากการเรียงตัวของกรดอะมิโนที่ไม่ถูกต้อง ผู้เล่นเกม Foldit ช่วยกันปรับโครงสร้างใหม่ซึ่งได้โครงสร้างที่ความคลึงกับโครงสร้าง crystal มาก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2431" class="wp-caption aligncenter" style="width: 570px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Retroviral-Protease-Structure1.jpg"><img class="size-medium wp-image-2431" title="Retroviral-Protease-Structure" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Retroviral-Protease-Structure1-560x312.jpg" alt="Retroviral Protease Structure1 560x312 เกม Foldit ไขปัญหาโครงสร้างโปรตีนช่วยเปิดทางสู่การคิดค้นยารักษาโรคเอดส์" width="560" height="312" /></a><p class="wp-caption-text">Retroviral Protease Structure</p></div>
<blockquote><p><strong>Foldit</strong> เกมออนไลน์ค้นหาโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีน สามารถเล่นได้หลายคน เกี่ยวกับการพับงอโครงสร้างของโปรตีนในแบบ 3 มิติ เพื่อหาความเป็นไปได้ของโมเลกุลโปรตีนสายหนึ่งแบบ 3 มิติ โดยเฉพาะในโปรตีนที่มีโครงสร้างที่สายยาวและซับซ้อน ผลลัพธ์ของเกมที่มีคนเล่นหลายๆคนจะเป็นประโยชน์อย่างมากในงานวิจัยโครงสร้างของโปรตีน รวมถึงการผลิตยาชนิดใหม่ <span id="more-2419"></span>ที่ลักษณะเหมือนมีคนช่วยกันคิดเป็นจำนวนมาก <a title="Foldit" href="http://www.biomed.in.th/games-for-health-conference-2010-foldit/" target="_blank">รายละเอียดจากข่าวเก่า</a></p></blockquote>
<div id="attachment_2421" class="wp-caption aligncenter" style="width: 535px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Retroviral-Protease-Structure.jpg"><img class="size-full wp-image-2421" title="Retroviral-Protease-Structure" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Retroviral-Protease-Structure.jpg" alt="Retroviral Protease Structure เกม Foldit ไขปัญหาโครงสร้างโปรตีนช่วยเปิดทางสู่การคิดค้นยารักษาโรคเอดส์" width="525" height="394" /></a><p class="wp-caption-text">โครงสร้างของเอนไซม์ Retroviral Protease</p></div>
<p>โครงสร้างของเอนไซม์ Retroviral Protease  เริ่มต้นจากโครงสร้างของเอนไซม์ที่ได้จากการเรียงตัวของกรดอะมิโนที่ไม่ถูกต้องมากนัก ผู้เล่นเกม Foldit ช่วยกันปรับโครงสร้างใหม่ซึ่งได้โครงสร้างที่ความคลึงกับโครงสร้าง crystal มาก</p>
<p>เกม Foldit ยังเป็นแค่โมเดลการนำการแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ยากและซับซ้อนมาทำเป็นเกมเพื่อให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ไขปัญหานั้น ล่าสุดเกม Foldit ได้พิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่าวิธีการแก้ไขปัญหาแบบนี้ได้ผล เมื่อมีการรายงานผลงานร่วมของนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา โปรแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก ในวารสารวิชาการ <em>Nature Structural &amp; Molecular Biology</em> ถึงความสำเร็จในการไขความลับโครงสร้างผลึกของเอนไซม์ <em>Mason-Pfizer monkey virus (M-PMV) retroviral protease </em></p>
<p>เอนไซม์ Retroviral proteases มีความบทบาทสำคัญอย่างมากในกระบวนการแก่ตัวและแพร่พันธุ์(maturation and proliferation) ที่มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนายารักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น โรคเอดส์ ซึ่งนักวิจัยใช้เวลานับทศวรรษเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างของเอนไซม์นี้ด้วยหลากหลายวิธีแต่ยังไม่สำเร็จ จนเมื่อเกม Foldit ถูกเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาช่วยกันเล่นพับงอโครงสร้างของโปรตีน ผู้เล่นเกม Foldit สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงไม่กี่วัน</p>
<p>การไขปัญหานี้ได้เกิดจากกลุ่มผู้เล่นหลายคน ที่ทำงานอยู่คนละประเทศเข้ามาเล่นเกม พูดคุยกันผ่านทางระบบสนทนาในเกม พวกเขาใช้เวลาเพียง 10 วันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันได้สำเร็จ ถือเป็นครั้งแรกที่ระบบนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิทยาศาสตร์ซับซ้อนสำเร็จ และคิดว่ามันจะต้องมีเรื่องน่ายินดีแบบนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน</p>
<p>คุณอยากเป็นหนึ่งในคนที่ค้นพบโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนที่ไม่เคยมีการค้นพบไหม ลองไปเล่นดูสิครับ</p>
<p><strong>ข้อมูล</strong><br />
<em>Report: <a title="Nature" href="http://www.nature.com/nsmb/journal/vaop/ncurrent/full/nsmb.2119.html" target="_blank">Crystal structure of a monomeric retroviral protease solved by protein folding game players</a> </em></p>
<p><em>via: <a href="http://www.popsci.com/technology/article/2011-09/gamers-solve-aids-related-enzyme-puzzle-helping-scientists-search-novel-drugs" target="_blank">popsci.com</a> , <a href="http://www.kurzweilai.net/on-line-gamers-succeed-where-scientists-fail-opening-door-to-new-aids-drug-design" target="_blank">kurzweilai.net</a> , <a href="http://medgadget.com/2011/09/foldit-success-story-monkey-virus-retroviral-protease-structure-solved-within-days.html" target="_blank">medgadget.com</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/retroviral-protease-solved-by-protein-folding-game-players/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไบโอเซนเซอร์ตรวจหาเชื้อโรค 16 ชนิดที่แตกต่างกันในครั้งเดียว</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/biosensor-for-identify-16-different-potential-health-threats/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/biosensor-for-identify-16-different-potential-health-threats/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Sep 2011 17:19:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sarapuk</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Instrumentations]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[Bioelectronics]]></category>
		<category><![CDATA[biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[lab on chip]]></category>
		<category><![CDATA[optical sensor]]></category>
		<category><![CDATA[SpectroSens]]></category>
		<category><![CDATA[Stratophase]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2378</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยจาก Stratophase จากประเทศอังกฤษ ได้เผยแพร่งานวิจัยในวารสารวิชาการ Biosensors and Bioelectronics เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า SpectroSens chip เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดทางแสงแบบใหม่ โดย chip ตัวเดียวสามารถที่จะตรวจหาเชื้อโรคหรือสารชีวเคมีที่แตกต่างกันได้กว่า 16-20 ชนิดได้ในครั้งเดียว ซึ่งเป็นกลุ่มของสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น กลุ่มเชื้อโรคระบาด เชื้อแอนแทรกซ์ สารพิษ เป็นต้น chip ทำงานด้วยแสงสะท้อนที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน และในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ตัวสะท้อนแสงหรือที่เรียกว่า Bragg gratings จะสะท้อนแสงเพียงความยาวคลื่นเดียว ส่วนแสงความยาวคลื่นอื่นจะเดินทางผ่านไปได้เพื่อทำให้สามารถเลือกคลื่นแสงได้ตามต้องการ ความยาวคลื่นแสงที่มีความจำเพาะจะสามารถสะท้อนได้โดยสัมพันธ์กับตำแหน่งบน chip เมื่อเกิดปฎิกิริยาระหว่างแอนติเจน(เชื้อโรค,สารชีวเคมี)ในสารตัวอย่างกับแอนติบอดีที่ถูกตรึงอยู่บน chip ผลที่เกิดขึ้นคือจะทำให้การสะท้อนแสง(refractive-index)ในตำแหน่งนั้นๆเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความยาวคลื่นแสงเพิ่มขึ้นซึ่งระบบจะสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ในการทดลองสามารถที่จะใส่แอนติบอดีลงไปได้ถึง 16 ชนิดที่แตกต่างกัน ทำให้การตรวจหาสปอร์ ไวรัส สารพิษ สามารถตรวจวัดได้พร้อมกัน โดยสามารถใส่ตัวอย่างส่งตรวจได้ตัวเอง หรือจะใช้ระบบอัตโนมัติต่างๆช่วยได้ ตัวอย่างในการทดลองครั้งแรกได้ทดลองกับกลุ่มเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก เช่น สปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย Bacillus atrophaeus (BG), เซลล์ของเชื้อ Escherichia coli,  ไวรัส MS2, โปรตีนอัลบลูมิน หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ทดสอบกับกลุ่มที่เป็นอันตราย เช่น สปอร์ของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2379" class="wp-caption aligncenter" style="width: 570px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Biosensors.jpg"><img class="size-medium wp-image-2379" title="Biosensors" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Biosensors-560x430.jpg" alt="Biosensors 560x430 ไบโอเซนเซอร์ตรวจหาเชื้อโรค 16 ชนิดที่แตกต่างกันในครั้งเดียว" width="560" height="430" /></a><p class="wp-caption-text">Optical Biosensor</p></div>
<p>นักวิจัยจาก Stratophase จากประเทศอังกฤษ ได้เผยแพร่งานวิจัยในวารสารวิชาการ <em>Biosensors and Bioelectronics</em> เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า SpectroSens chip เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดทางแสงแบบใหม่ โดย chip ตัวเดียวสามารถที่จะตรวจหาเชื้อโรคหรือสารชีวเคมีที่แตกต่างกันได้กว่า 16-20 ชนิดได้ในครั้งเดียว ซึ่งเป็นกลุ่มของสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น กลุ่มเชื้อโรคระบาด เชื้อแอนแทรกซ์ สารพิษ เป็นต้น <span id="more-2378"></span></p>
<div id="attachment_2385" class="wp-caption alignnone" style="width: 570px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/biodetection-briefcase-3.jpg"><img class="size-medium wp-image-2385" title="biodetection-briefcase-3" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/biodetection-briefcase-3-560x210.jpg" alt="biodetection briefcase 3 560x210 ไบโอเซนเซอร์ตรวจหาเชื้อโรค 16 ชนิดที่แตกต่างกันในครั้งเดียว" width="560" height="210" /></a><p class="wp-caption-text">Biodetection briefcase</p></div>
<p>chip ทำงานด้วยแสงสะท้อนที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน และในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ตัวสะท้อนแสงหรือที่เรียกว่า Bragg gratings จะสะท้อนแสงเพียงความยาวคลื่นเดียว ส่วนแสงความยาวคลื่นอื่นจะเดินทางผ่านไปได้เพื่อทำให้สามารถเลือกคลื่นแสงได้ตามต้องการ ความยาวคลื่นแสงที่มีความจำเพาะจะสามารถสะท้อนได้โดยสัมพันธ์กับตำแหน่งบน chip เมื่อเกิดปฎิกิริยาระหว่างแอนติเจน(เชื้อโรค,สารชีวเคมี)ในสารตัวอย่างกับแอนติบอดีที่ถูกตรึงอยู่บน chip ผลที่เกิดขึ้นคือจะทำให้การสะท้อนแสง(refractive-index)ในตำแหน่งนั้นๆเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความยาวคลื่นแสงเพิ่มขึ้นซึ่งระบบจะสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ในการทดลองสามารถที่จะใส่แอนติบอดีลงไปได้ถึง 16 ชนิดที่แตกต่างกัน ทำให้การตรวจหาสปอร์ ไวรัส สารพิษ สามารถตรวจวัดได้พร้อมกัน โดยสามารถใส่ตัวอย่างส่งตรวจได้ตัวเอง หรือจะใช้ระบบอัตโนมัติต่างๆช่วยได้</p>
<div id="attachment_2386" class="wp-caption alignnone" style="width: 570px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Biodetection-Cartridges-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-2386" title="Biodetection Cartridges" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/Biodetection-Cartridges-2-560x210.jpg" alt="Biodetection Cartridges 2 560x210 ไบโอเซนเซอร์ตรวจหาเชื้อโรค 16 ชนิดที่แตกต่างกันในครั้งเดียว" width="560" height="210" /></a><p class="wp-caption-text">Biodetection Cartridges</p></div>
<p>ตัวอย่างในการทดลองครั้งแรกได้ทดลองกับกลุ่มเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก เช่น สปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย <em>Bacillus atrophaeus</em> (BG), เซลล์ของเชื้อ <em>Escherichia coli</em>,  ไวรัส MS2, โปรตีนอัลบลูมิน หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ทดสอบกับกลุ่มที่เป็นอันตราย เช่น สปอร์ของ <em>Bacillus anthracis</em> (BA) แบคทีเรียก่อโรคแอนแทรกซ์, ไวรัส Vaccinia, สารพิษ riccin จากการทดลองพบว่าแอนติเจนพวกโปรตีนให้ค่าการตรวจวัดที่ดีและค่าที่วัดได้สูงกว่า กลุ่มแบคทีเรียที่มีขนาดใหญ่ และกลุ่มของไวรัส แต่อย่างไรก็ตามยังสามารถตัวตรวจวัดได้เช่นกัน chip เป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มีประสิทธิภาพและเคลื่อนย้ายได้สะดวก ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดในการตรวจวัดผลชนิดรวดเร็วแบบ on-site ระบบสามารถนำไปใช้ในงานทางการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้</p>
<p>Abstract in <em>Biosensors and Bioelectronics</em>: <a href="http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0956566311005884">Optical microchip array biosensor for multiplexed detection of bio-hazardous agents</a></p>
<p>ข้อมูล : <a href="http://www.stratophase.com/stories/biothreats.html" target="_blank">http://www.stratophase.com</a><br />
<a href="http://medgadget.com/2011/09/optical-biosensor-for-continuous-rapid-detection-of-health-threats.html " target="_blank">http://medgadget.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/biosensor-for-identify-16-different-potential-health-threats/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระบบอ่านผล ELISA ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/cell-phone-read-elisa-results/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/cell-phone-read-elisa-results/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2011 16:39:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sarapuk</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Instrumentations]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[ELISA Reader]]></category>
		<category><![CDATA[HE4]]></category>
		<category><![CDATA[Lab on a Chip]]></category>
		<category><![CDATA[phone]]></category>
		<category><![CDATA[point of care]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2365</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดได้เผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ Lab on a Chip ซึ่งได้อธิบายเทคโนโลยีใหม่ในการอ่านผล ELISA ด้วยกล้องในโทรศัพท์มือถือ ถือว่าเป็นระบบที่จะช่วยให้แพทย์วินิขฉัยโรคได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอส่งตัวอย่างไปที่ห้องปฎิบัติการ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2398" class="wp-caption aligncenter" style="width: 570px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/read-elisa-with-camera-phone.jpg"><img class="size-medium wp-image-2398" title="read-elisa-with-camera-phone" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/09/read-elisa-with-camera-phone-560x379.jpg" alt="read elisa with camera phone 560x379 ระบบอ่านผล ELISA ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ" width="560" height="379" /></a><p class="wp-caption-text">ระบบอ่านผล ELISA ด้วยกล้องมือถือ</p></div>
<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดได้เผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ Lab on a Chip ซึ่งได้อธิบายเทคโนโลยีใหม่ในการอ่านผล ELISA ด้วยกล้องในโทรศัพท์มือถือ ถือว่าเป็นระบบที่จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอผลจากการส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่ห้องปฎิบัติการ อีกทั้งยังสามารถส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวินิจฉัยได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทำงานผ่านทางโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว<span id="more-2365"></span></p>
<p>ในการทดลองได้ใช้การตรวจวัดสารชีวภาพบ่งชี้โรคมะเร็งรังไข่ HE4 ซึ่งเป็นตัวที่ใช้ในการติดตามการรักษาในโรคมะเร็งชนิดนี้ โดยใช้ตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากปัสสาวะผู้ป่วย หยดลงบน microchip ที่ถูกเคลือบด้วยแอนติบอดี้ต่อ HE4 บนผิว การตรวจวัด HE4 จะใช้หลักการ ELISA แบบ sanwich โดยมี horseradish peroxidase (HRP) เป็นตัวติดสลากอยู่กับแอนติบอดี้ตัวที่สอง เมื่อเติม Tetramethylbenzidine (TMB) ลงไปเพื่อทำปฎิกิริยา สารละลายจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ความเข้มของสีที่เกิดขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของ HE4 ในปัสสาวะของผู้ป่วย</p>
<p>โทรศัพท์มือถือที่ถูกใช้ระบบนี้คือ Sony Ericson i790 ที่สามารถถ่ายภาพขนาดใหญ่สุดได้ 3.2 ล้านพิกเซล เพื่อเก็บภาพ microship ที่ผ่านการทำปฎิกิริยาด้วยเทคนิค ELISA แล้ว จากนั้นวิเคราะห์ความเข้มสีของภาพ จากแสงสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน (RGB) ผ่านทางโปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ โดยออลกอลิทึมที่ใช้ในโปรแกรมผ่านการปรับปรุง ปรับแต่งให้เหมาะสมใน MATLAB มาแล้ว</p>
<p>โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือสามารถที่จะประมวลผล และเลือกตำแหน่งในการวิเคราะห์ คำนวณกราฟมาตรฐาน และรายงานผลความเข้มข้นของ HE4 ในสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วย ระบบการตรวจวัดนี้ได้รับการทดสอบเปรียบเทียบกับเครื่องมือมาตรฐาน Spectrophotometer พบว่ามีค่าจำเพาะ(specificity) 90% และความไว(sensitivity) 89.5% ถือว่าสูงพอยอมรับได้</p>
<p>ในการงานวิจัยถือเป็นการเพิ่มความสามารถในตรวจวัดให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่มีหาได้ง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังเป็นอุปกรณ์ที่พกพาสะดวกนั้นคือ โทรศัพท์มือถือ มาช่วยในการทำงาน ซึ่งในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือมีขีดความสามารถในการประมวลเพิ่มสูงขึ้นมาก งานวิจัยนี้จึงถือได้เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดของการประยุกต์อุปกรณ์ใกล้ตัวมาใช้งานได้จริง นอกจากนั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือทำได้ง่ายขึ้นมาก การส่งต่อข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยวินิจฉัยจึงทำได้ง่าย และสะดวกขึ้นมาก</p>
<p>Abstract in <em>Lab on a Chip</em>: <a href="http://pubs.rsc.org/en/content/articlelanding/2011/lc/c1lc20479c">Integration of cell phone imaging with microchip ELISA to detect ovarian cancer HE4 biomarker in urine at the point-of-care</a></p>
<p><em>via: <a href="http://medgadget.com/2011/09/cell-phone-based-imaging-technique-to-read-elisa-results.html" target="_blank">http://medgadget.com</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/cell-phone-read-elisa-results/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อนุภาคนาโน: สองหมัดน๊อคมะเร็ง</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/nano_particles/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/nano_particles/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Jun 2011 17:40:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Palang Chotsiri</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biomaterial]]></category>
		<category><![CDATA[Biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[Drug Delivery System]]></category>
		<category><![CDATA[Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[Biomed]]></category>
		<category><![CDATA[Materials]]></category>
		<category><![CDATA[nanoparticles]]></category>
		<category><![CDATA[นำส่งยา]]></category>
		<category><![CDATA[เลือด]]></category>
		<category><![CDATA[โมเลกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2236</guid>
		<description><![CDATA[อนุภาคนาโนถูกใช้เพื่อผลลัพท์ของการนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งที่ดีขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบจากจับตัวของเลือดในร่างกาย นักวิจัยได้ออกแบบอนุภาคนาโนที่สามารถค้นหาเซลล์เนื้อร้าย และหลังจากนั้นก็ส่งสัญญาณเรียกอนุภาคนาโนอีกชนิดหนึ่งเพื่อขนส่งยามาฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถูกที่ Sangeeta Bhatia นักชีววิศวกรรม แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่แมสซาซูเสตต์ และเพื่อนร่วมงานของเธอพบว่า เธอสามารถเพิ่มปริมาณยาที่ส่งไปยังเซลล์มะเร็งในหนูได้ถึง 40 เท่าเทียบกับกลุ่มควบคุม เมื่อใช้อนุภาคนาโนสองชนิดร่วมกัน ซึ่งเซลล์เนื้องอกในกลุ่มที่ใช้อนุภาคนาโนสองชนิดหยุดการเจริญเติบโตทันที ในขณะที่หนูกลุ่มที่ได้รับอนุภาคนาโนเพียงแค่หนึ่งชนิด เซลล์เนื้องอกก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้ต่อไปได้ ทีมของ Bhatia ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสามารถของระบบการจับตัวเป็นลิ่มของเลือดเพื่อเพิ่มการตอบสนองที่มากขึ้นที่บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ การจับตัวเป็นลิ่มของเลือดเกิดจากปฏิกิริยาต่อเนื่องที่นำไปสู่โครงสร้างที่ประสานกันของโปรตีนที่ชื่อว่า ไฟบริน ทีมนักวิจัยได้ออกแบบอนุภาคนาโนที่ได้อาศัยปฏิกิริยาต่อเนื่องของการจับตัวเป็นลิ่มของเลือด “เราใช้กระบวนการขยายสัญญาณโดยธรรมชาติของร่างกายเพื่อที่จะให้ยาตรงไปสู่เป้าหมายได้มากขึ้น” Bhahia กล่าว ซึ่งงานวิจัยชี้นนี้ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature material [1] แบ่งหน้าที่กันทำ ณ ขณะนี้ มีการใช้อนุภาคนาโนเพื่อขนส่งยาและจำเพาะต่อเป้าหมายหลายประเภท ซึ่งอยู่ในการทดลองทางคลีนิคอยู่อีกหลายชนิด โดยที่อนุภาคเหล่านี้บางชนิด มีการใช้โมเลกุลหลายชนิดที่จำเพาะเจาะจงต่อตัวรับสัญญาณที่เซลล์เป้าหมายได้ แต่ว่าทีมของ Bhatia ได้ตัดสินใจที่จะแบ่งหน้าที่ของอนุภาคนาโนแต่ละชนิด โดยแบ่งเป็นอนุภาคนาโนที่ทำหน้าที่ไปค้นหาเซลล์เนื้อร้าย และอนุภาคนาโนที่ทำหน้าที่ขนส่งยา อนุภาคนาโนที่ใช้เพื่อค้นหาเซลล์เนื้อร้าย เป็นแท่งทองคำนาโน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะไปอุดรูที่ใหญ่ผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเนื้อร้ายได้พอดี เมื่อมีแสงความถี่ใกล้อินฟาเรดส่องมาที่แท่งทองคำนาโนนี้ มันก็จะร้อนมากขึ้นจนเพียงพอที่จะทำลายเซลล์บริเวณนั้นได้ ซึ่งเมื่อเซลล์ถูกทำลาย จะเกิดกระตุ้นปฏิกิริยาการเกิดลิ่มเลือดเพื่อมาปิดที่บริเวณที่เสียหายนั้นๆ หลังจากหมดปฏิกิริยาต่อเนื่องของการเกิดลิ่มเลือด เอ็มไซม์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Factor XIII cross-links fibrin ก็เริ่มที่จะเกิดปฏิกิริยาสร้างลิ่มเลือด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อนุภาคนาโนถูกใช้เพื่อผลลัพท์ของการนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งที่ดีขึ้น</strong></p>
<div id="attachment_2272" class="wp-caption aligncenter" style="width: 570px"><a rel="attachment wp-att-2272" href="http://www.biomed.in.th/nano_particles/nano_particles/"><img class="size-medium wp-image-2272" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/06/nano_particles-560x313.jpg" alt="nano particles 560x313 อนุภาคนาโน: สองหมัดน๊อคมะเร็ง" width="560" height="313" title="อนุภาคนาโน: สองหมัดน๊อคมะเร็ง" /></a><p class="wp-caption-text">“อนุภาคส่งสัญญาณ” เข้าสู่เซลล์เนื้อร้ายแล้วกระตุ้นให้เลือดมาจับตัวกันซึ่งดึงดูด “อนุภาครับสัญญาณ” ที่เป็นอนุภาคที่ใช้เพื่อขนส่งยา ภาพโดย G. Carlson</p></div>
<p>ด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบจากจับตัวของเลือดในร่างกาย นักวิจัยได้ออกแบบอนุภาคนาโนที่สามารถค้นหาเซลล์เนื้อร้าย และหลังจากนั้นก็ส่งสัญญาณเรียกอนุภาคนาโนอีกชนิดหนึ่งเพื่อขนส่งยามาฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถูกที่<span id="more-2236"></span></p>
<p>Sangeeta Bhatia นักชีววิศวกรรม แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่แมสซาซูเสตต์ และเพื่อนร่วมงานของเธอพบว่า เธอสามารถเพิ่มปริมาณยาที่ส่งไปยังเซลล์มะเร็งในหนูได้ถึง 40 เท่าเทียบกับกลุ่มควบคุม เมื่อใช้อนุภาคนาโนสองชนิดร่วมกัน ซึ่งเซลล์เนื้องอกในกลุ่มที่ใช้อนุภาคนาโนสองชนิดหยุดการเจริญเติบโตทันที ในขณะที่หนูกลุ่มที่ได้รับอนุภาคนาโนเพียงแค่หนึ่งชนิด เซลล์เนื้องอกก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้ต่อไปได้</p>
<p>ทีมของ Bhatia ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสามารถของระบบการจับตัวเป็นลิ่มของเลือดเพื่อเพิ่มการตอบสนองที่มากขึ้นที่บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ การจับตัวเป็นลิ่มของเลือดเกิดจากปฏิกิริยาต่อเนื่องที่นำไปสู่โครงสร้างที่ประสานกันของโปรตีนที่ชื่อว่า ไฟบริน</p>
<p>ทีมนักวิจัยได้ออกแบบอนุภาคนาโนที่ได้อาศัยปฏิกิริยาต่อเนื่องของการจับตัวเป็นลิ่มของเลือด “เราใช้กระบวนการขยายสัญญาณโดยธรรมชาติของร่างกายเพื่อที่จะให้ยาตรงไปสู่เป้าหมายได้มากขึ้น” Bhahia กล่าว ซึ่งงานวิจัยชี้นนี้ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature material [1]</p>
<p><strong>แบ่งหน้าที่กันทำ</strong></p>
<p>ณ ขณะนี้ มีการใช้อนุภาคนาโนเพื่อขนส่งยาและจำเพาะต่อเป้าหมายหลายประเภท ซึ่งอยู่ในการทดลองทางคลีนิคอยู่อีกหลายชนิด โดยที่อนุภาคเหล่านี้บางชนิด มีการใช้โมเลกุลหลายชนิดที่จำเพาะเจาะจงต่อตัวรับสัญญาณที่เซลล์เป้าหมายได้</p>
<p>แต่ว่าทีมของ Bhatia ได้ตัดสินใจที่จะแบ่งหน้าที่ของอนุภาคนาโนแต่ละชนิด โดยแบ่งเป็นอนุภาคนาโนที่ทำหน้าที่ไปค้นหาเซลล์เนื้อร้าย และอนุภาคนาโนที่ทำหน้าที่ขนส่งยา</p>
<p>อนุภาคนาโนที่ใช้เพื่อค้นหาเซลล์เนื้อร้าย เป็นแท่งทองคำนาโน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะไปอุดรูที่ใหญ่ผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเนื้อร้ายได้พอดี เมื่อมีแสงความถี่ใกล้อินฟาเรดส่องมาที่แท่งทองคำนาโนนี้ มันก็จะร้อนมากขึ้นจนเพียงพอที่จะทำลายเซลล์บริเวณนั้นได้ ซึ่งเมื่อเซลล์ถูกทำลาย จะเกิดกระตุ้นปฏิกิริยาการเกิดลิ่มเลือดเพื่อมาปิดที่บริเวณที่เสียหายนั้นๆ</p>
<p>หลังจากหมดปฏิกิริยาต่อเนื่องของการเกิดลิ่มเลือด เอ็มไซม์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Factor XIII cross-links fibrin ก็เริ่มที่จะเกิดปฏิกิริยาสร้างลิ่มเลือด ขณะเดียวกัน อนุภาคนาโนที่บรรจุยา ที่เรียกว่า อนุภาครับสัญญาณ ที่มีส่วนของโปรตีน Factor XIII บนผิวของมัน จะถูกดึงดูดจากกระบวนการเกิดลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นบริเวณเซลล์เนื้อร้าย ซึ่งในที่สุดแล้ว ยา ที่บรรจุอยู่ในอนุภาครับสัญญาณ จะถูกนำส่งไปส่งให้บริเวณเนื้อร้าย โดยจากการทดลองพบว่าปริมาณยาที่ถูกนำไปส่งบริเวณเนื้อร้ายเพิ่มขึ้นมากกว่าวิธีเดิมได้ถึง 40 เท่า</p>
<p>วิธีนี้ดีขึ้นมากกว่าการใช้อนุภาคนาโนแบบอื่นๆ ที่เคยถูกนำเสนอมา ซึ่งโดยปกติแล้ว วิธีใช้อนุภาคนาโนชนิดอื่นๆ จะสามารถเพิ่มปริมาณยาที่นำส่งได้ประมาณ 2-7 เท่า Omid Farokhzad กล่าว “สิ่งที่ค้นพบใหม่ในที่นี้ก็คือ ระบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้เกิดการสะสมของอนุภาคนาโน”</p>
<p><strong>ความซับซ้อนของการเกิดลิ่มเลือด</strong></p>
<p>“นี่เป็นการเดินที่มาถูกทางแล้ว” Farokhzad กล่าว “สำหรับเรื่องการคิดค้น แต่ว่ายังคงเหลืองานอีกมากมายสำหรับใช้ประโยชน์ของการค้นพบนี้ในระดับคลีนิค”</p>
<p>ความท้าทายแรกก็คือเราจะต้องมั่นใจว่าอนุภาคนาโน ได้ไปกระตุ้น และทำให้เกิดลิ่มเลือดเฉพาะบริเวณของเซลล์เนื้อร้ายที่เราต้องการเท่านั้น เพราะว่าโดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรงมะเร็งจะมีโอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดได้ในทุกๆ ส่วนในร่างกาย Anil Sood นักมะเร็งวิทยากล่าวว่า “ถ้าคุณต้องการที่จะกระตุ้นให้เลือดจับตัวเป็นก้อน คุณจะต้องจำเพาะจงเฉพาะบริเวณที่ต้องการเท่านั้น เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกาย”</p>
<p>Bhatia สารภาพว่าระบบที่เธอเสนอนั้นเป็นระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยที่ทีมงานของเธอกำลังพัฒนางานนี้เพื่อให้ระบบมันง่ายขึ้น แต่ทว่า โรคมะเร็ง เป็นโรคที่ซับซ้อน Dan Peer นักเทคโนโลยีระดับนาโน กล่าวว่า “บางที่ผลลัพท์อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดก็ได้”</p>
<p><strong>ที่มา: </strong>http://www.nature.com/news/2011/110619/full/news.2011.374.html<br />
<strong>อ้างอิง</strong><br />
[1] von Maltzahn, G. et al. Nature Materials advance online publication doi:10.1038/nmat3049 (2011).</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/nano_particles/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บัญชีสารก่อมะเร็ง</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/cacinogen_full_list/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/cacinogen_full_list/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 13:02:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Palang Chotsiri</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Website]]></category>
		<category><![CDATA[cancer]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2200</guid>
		<description><![CDATA[คณะกรรมการจากองค์การอนามัยโลก (World health organization: WHO) โดยตัวแทนกลุ่มวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer: IARC) ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญ 31 คน ได้ประเมินสารที่อาจจะเป็นสารก่อมะเร็ง โดยมีการจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ • กลุ่มที่ 1 ก่อมะเร็งในมนุษย์ มีทั้งหมด 107 ชนิด • กลุ่มที่ 2A เป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์ 59 ชนิด • กลุ่มที่ 2B อาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์ 256 ชนิด • กลุ่มที่ 3 ยังจำแนกไม่ได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ 508 ชนิด • กลุ่มที่ 4 ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ 1 ชนิด แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ องค์การณ์อนามัยโลก โดย IARC ให้จัดให้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คณะกรรมการจากองค์การอนามัยโลก (World health organization: WHO) โดยตัวแทนกลุ่มวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer: IARC) ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญ 31 คน ได้ประเมินสารที่อาจจะเป็นสารก่อมะเร็ง โดยมีการจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้</p>
<div id="attachment_2242" class="wp-caption aligncenter" style="width: 570px"><a rel="attachment wp-att-2242" href="http://www.biomed.in.th/cacinogen_full_list/table-2/"><img class="size-medium wp-image-2242" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/06/table1-560x333.png" alt="table1 560x333 บัญชีสารก่อมะเร็ง" width="560" height="333" title="บัญชีสารก่อมะเร็ง" /></a><p class="wp-caption-text">ตัวอย่างบัญชีสารก่อมะเร็ง</p></div>
<p><span id="more-2200"></span></p>
<p>•	กลุ่มที่ 1 ก่อมะเร็งในมนุษย์ มีทั้งหมด 107 ชนิด<br />
•	กลุ่มที่ 2A เป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์ 59 ชนิด<br />
•	กลุ่มที่ 2B อาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์ 256 ชนิด<br />
•	กลุ่มที่ 3 ยังจำแนกไม่ได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ 508 ชนิด<br />
•	กลุ่มที่ 4 ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ 1 ชนิด</p>
<p>แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ องค์การณ์อนามัยโลก โดย IARC ให้จัดให้ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งรวมคลื่นโทรศัพท์มือถือไว้ด้วย ว่าเป็นสารที่<strong>อาจจะ</strong>ก่อมะเร็งในมนุษย์ “เราพบหลักฐานหลายประการที่บ่งชี้ว่าการใช้โทรศัพท์อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับถึงช่องว่างและความคลุมเครือ” โจนาธาน ซาเมต ประธาน IARC กล่าว โดยทีมงานได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มวิจัยที่ชื่อ อินเตอร์โฟน (Interphone) ซึ่งได้ทำการสำรวจว่า สนามแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงคลื่นความถี่วิทยุ (โดยเฉพาะที่เกิดจากโทรศัพท์มือถือ) ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งสมอง ปีที่แล้ว กลุ่มวิจัยอินเตอร์โฟนได้รายงานในนิตยสารระบาดวิทยานานาชาติว่า “ไม่พบความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งที่เกลียเซลล์ (gliomas) หรือเยื่อหุ้มสมอง (meningioma)” โดยงานวิจัยถัดมาได้สรุปว่า “ความเสี่ยงของโรคมะเร็งที่เกลียเซลล์ (gliomas) ได้เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มากขึ้น แต่ว่างานวิจัยยังมีความความคลาดเคลื่อนอยู่” ซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าโทรศัพท์มือถือเป็นต้นเหตุ ซึ่งในที่สุดกลุ่มวิวัยกลุ่มนี้ได้สรุปไว้ว่า “ผลของการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนักในระยะยาวยังคงต้องศึกษากันต่อไป”</p>
<p><a rel="attachment wp-att-2243" href="http://www.biomed.in.th/cacinogen_full_list/mobile_phone/"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-2243" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/06/mobile_phone-125x125.jpg" alt="mobile phone 125x125 บัญชีสารก่อมะเร็ง" width="125" height="125" title="บัญชีสารก่อมะเร็ง" /></a>IARC ยังคงต้องการงานวิจัยชิ้นใหม่ๆ โดย ซาเมต ชี้ว่า ในขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ประมาณ 5 พันล้านเครื่อง และ “เราคาดว่าในอนาคตจะมีผู้ใช้มากขึ้น ระยะเวลาที่ใช้ก็มากขึ้นไปทุกๆ วัน” ซึ่งการที่จะเปลี่ยนจาก กลุ่ม <strong>“อาจจะ”</strong> ก่อให้เกิดโรงมะเร็งไปยังกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย</p>
<p>การที่ IARC จะประเมินความเสี่ยงของการใช้โทรศัพท์มือถือใหม่หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับงานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ที่จะออกมา คณะกรรมการกล่าว</p>
<p>ที่มา : <a href="http://news.sciencemag.org/scienceinsider/2011/05/do-cell-phones-cause-cancer.html">http://news.sciencemag.org/scienceinsider/2011/05/do-cell-phones-cause-cancer.html</a></p>
<p>อ้างอิง:</p>
<p><a href="http://monographs.iarc.fr/ENG/Classification/index.php">http://monographs.iarc.fr/ENG/Classification/index.php</a></p>
<p><a href="http://www.rfcom.ca/programs/interphone.shtml">http://www.rfcom.ca/programs/interphone.shtml</a></p>
<p><a href="http://www.oxfordjournals.org/our_journals/ije/press_releases/freepdf/dyq079.pdf">http://www.oxfordjournals.org/our_journals/ije/press_releases/freepdf/dyq079.pdf</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/cacinogen_full_list/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เลเซอร์ชีวภาพ</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/biolaser/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/biolaser/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Jun 2011 06:23:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Palang Chotsiri</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biomaterial]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Imaging]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Instrumentations]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Biomaterials]]></category>
		<category><![CDATA[Biomed]]></category>
		<category><![CDATA[protein]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรค]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุ]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[เลเซอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2198</guid>
		<description><![CDATA[เลเซอร์ กุญแจสำคัญของการติดต่อสือสาร เก็บข้อมูล และยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วถูกผลิตออกมาจากสิ่งไม่มีชวิต เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือ แก๊ส แต่ว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ได้ก้าวไกลออกไปอีกขั้น คือ เลเซอร์ทางชีวภาพ โดยการสร้างมีพื้นฐานมาจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว ซึ่งในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้ใช้เลเซอร์ชนิดนี้ เพื่อการตรวจและรักษาโรค บางทีอาจจะถึงขั้นฆ่าเซลล์มะเร็งจากภายในร่างกายเลยก็เป็นไปได้ จากการค้นพบเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว เลเซอร์คือเครื่องขยายแสง มันทำงานโดยการกระตุ้นอะตอม หรือโมเลกุลของแก๊ส ของเหลว หรือของแข็ง ให้ไปอยู่ในสภาวะที่มีพลังงานมากขึ้น โดยปกติแล้วจะมีการกระตุ้นโดยไฟฟ้า เคมี หรือแม้กระทั่งแสงเลเซอร์ด้วยกันเอง เมื่อเกิดการกระตุ้นอะตอมขึ้น หนึ่งในอะตอมที่ถูกกระตุ้น จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาและปล่อยโฟตอน (แสง) ซึ่งโฟตอนนี้จะไปกระตุ้นอะตอมอื่นๆ ที่อยู่ในสภาวะถูกกระตุ้นให้ปล่อยโฟตอนออกมาอีกจำนวนมาก โฟตอนเหล่านี้จะมีการเพิ่มจำนวนขึ้น โดยการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาระหว่างกระจกสองบาน ซึ่งบานหนึ่งจะสามารถปล่อยให้แสงสะท้อนได้แค่บางส่วน ซึ่งปล่อยให้แสงส่วนหนึ่งออกมาเป็นแสงเลเซอร์นั่นเอง นักฟิสิกส์ที่ชื่อ Malte Gather และ Seok-Hyun Yun จากโรงเรียนการแพทย์ฮาร์วาร์ด ได้พบวิธีที่จะเลียนแบบกระบวนการนี้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต “ในช่วงเริ่มต้นของงานของเรา แรงบันดานใจในเรื่อง เลเซอร์ทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่น่าสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์มากๆ” Gather กล่าว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2202" class="wp-caption aligncenter" style="width: 514px"><a rel="attachment wp-att-2202" href="http://www.biomed.in.th/biolaser/sn-livinglasers-thumb-autox600-10182/"><img class="size-medium wp-image-2202 " src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/06/sn-livinglasers-thumb-autox600-10182-560x424.jpg" alt="sn livinglasers thumb autox600 10182 560x424 เลเซอร์ชีวภาพ" width="504" height="382" title="เลเซอร์ชีวภาพ" /></a><p class="wp-caption-text">แสงแห่งชีวิต ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศ์แสดงให้เห็นแสงเลเซอร์สีเขียวที่เปล่งออกมาจากเซลล์สิ่งมีชีวิต Credit: Malte Gather</p></div>
<p><strong>เลเซอร์</strong> กุญแจสำคัญของการติดต่อสือสาร เก็บข้อมูล และยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วถูกผลิตออกมาจากสิ่งไม่มีชวิต เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือ แก๊ส แต่ว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ได้ก้าวไกลออกไปอีกขั้น คือ เลเซอร์ทางชีวภาพ โดยการสร้างมีพื้นฐานมาจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว ซึ่งในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้ใช้เลเซอร์ชนิดนี้ เพื่อการตรวจและรักษาโรค บางทีอาจจะถึงขั้นฆ่าเซลล์มะเร็งจากภายในร่างกายเลยก็เป็นไปได้<span id="more-2198"></span></p>
<p>จากการค้นพบเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว เลเซอร์คือเครื่องขยายแสง มันทำงานโดยการกระตุ้นอะตอม หรือโมเลกุลของแก๊ส ของเหลว หรือของแข็ง ให้ไปอยู่ในสภาวะที่มีพลังงานมากขึ้น โดยปกติแล้วจะมีการกระตุ้นโดยไฟฟ้า เคมี หรือแม้กระทั่งแสงเลเซอร์ด้วยกันเอง เมื่อเกิดการกระตุ้นอะตอมขึ้น หนึ่งในอะตอมที่ถูกกระตุ้น จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาและปล่อยโฟตอน (แสง) ซึ่งโฟตอนนี้จะไปกระตุ้นอะตอมอื่นๆ ที่อยู่ในสภาวะถูกกระตุ้นให้ปล่อยโฟตอนออกมาอีกจำนวนมาก โฟตอนเหล่านี้จะมีการเพิ่มจำนวนขึ้น โดยการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาระหว่างกระจกสองบาน ซึ่งบานหนึ่งจะสามารถปล่อยให้แสงสะท้อนได้แค่บางส่วน ซึ่งปล่อยให้แสงส่วนหนึ่งออกมาเป็นแสงเลเซอร์นั่นเอง</p>
<p>นักฟิสิกส์ที่ชื่อ Malte Gather และ Seok-Hyun Yun จากโรงเรียนการแพทย์ฮาร์วาร์ด ได้พบวิธีที่จะเลียนแบบกระบวนการนี้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต “ในช่วงเริ่มต้นของงานของเรา แรงบันดานใจในเรื่อง เลเซอร์ทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่น่าสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์มากๆ” Gather กล่าว “ปีที่แล้ว ที่มีการฉลองครบ 50 ปีการค้นพบเลเซอร์ เราตระหนักว่า แม้ว่าหลายๆ คนจะพยายามหาสารหลายๆ ชนิดเพื่อสร้างเลเซอร์ แต่สารทางชีวภาพยังไม่มีบทบาทสำคัญเลย”</p>
<p>ตัวแปรสำคัญเลเซอร์ทางชีวภาพของ Gather และ Yun คือ โปรตีนเรืองแสงสีเขียว (Green fluorescent protein: GFP) โมเลกุลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับนักชีววิทยา หลังจากที่ค้นพบในแมงกระพรุน Aequorea victoria ในช่วนปี 1960 เหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าสิ่งมีชีวิตสามารถสั่งให้ผลิตมันได้ ซึ่ง Gather และ Yun ได้ใส่ลำดับของ DNA ที่เป็นรหัสของโปรตีนเรืองแสงสีเขียว ลงไปในเซลล์ไตของมนุษย์ แล้วได้นำเซลล์ที่สามารถผลิตโปรตีนเรืองแสงสีเขียวได้นี้ไปวางไว้ระหว่างกระจกสองแผ่นที่มีความกว้างเท่ากับความกว้างของเซลล์</p>
<p>เพื่อที่จะทำให้โปรตีนเรืองแสงสีเขียวผลิตแสงเลเซอร์ได้ แสงสีน้ำเงินพลังงานต่ำถูกส่องเข้าไปในเซลล์ ซึ่งโดยปกติแสงสีน้ำเงินนี้จะสามารถกระตุ้นโปรตีนเรืองแสงสีเขียวให้เรืองแสงได้อยู่แล้ว แต่ว่าแสงที่ได้ออกมานั้นจะออกมาในทุกทิศทาง แต่ว่าภายในช่องขนาดเล็กระหว่างกระจก แสงจะสะท้อนกลับไปกลับมา ทำให้กระตุ้นการเปล่งแสงจนกระทั้งได้ลำแสงอาพันธ์สีเขียวได้ ซึ่งนักวิจัยได้รายงานไว้ที่นิตยสาร Nature Phototonics</p>
<p>Qingdong Zheng นักวิทยาศาสตร์วัสดุ ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปคินส์ เสนอว่า เลเซอร์ชีวภาพนี้ สามารถใช้เพื่อเป็นการรักษาโดยแสงได้ อาทิ เพื่อที่จะฆ่าเซลล์มะเร็ง “มันเป็นงานที่ดีมากๆ” เขากล่าว</p>
<p>Gather และ Yun ยังคงให้ความสนใจในความเป็นไปได้ที่จะใช้เลเซอร์ทางชีวภาพนี้ในการรักษาโรค และถึงแม้ว่าเลเซอร์ทางชีวภาพนี้ ยังอยู่ในระยะเบื้องต้นของการพัฒนา แต่ในอนาคต มันอาจจะเปลี่ยนการติดต่อสือสารผ่านแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคไร้ชีวิตมาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพก็ได้ Gather ยังคงกล่าวอีกว่า มันจะทำให้การพัฒนาการติดต่อระหว่างมนุษย์กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคง่ายขึ้นไปอีก โดยให้เซลล์ประสาทในสมองส่งสัญญาณออกมาโดยใช้แสงเลเซอร์ ซึ่งสามารถตรวจจับได้จากอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้เราสามารถเล่นคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องใช้อะไรเลย</p>
<p>แต่ว่ามุมมองที่น่าสนใจที่สุดของเลเซอร์ทางชีวภาพที่ผลิตมาจากเซลล์สิ่งมีชีวิตก็คือ ในขณะที่เลเซอร์แบบทั่วไป ตัวกลางในการผลิตเลเซอร์จะเสื่อมลงไปอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้ แต่สำหรับเลเซอร์ทางชีวภาพ เซลล์จะสามารถผลิตโปรตีนเรืองแสงสีเขียวออกมาได้ตลอดเวลา “มันทำให้เราสามารถที่จะสร้างเลเซอร์ที่รักษาตัวเองได้” Gather กล่าว</p>
<p>ที่มา: <a href="http://news.sciencemag.org/sciencenow/2011/06/a-cell-becomes-a-laser.html?ref=hp" target="_blank">http://news.sciencemag.org/sciencenow/2011/06/a-cell-becomes-a-laser.html?ref=hp</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/biolaser/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานวิจัยคุณภาพจากประเทศจีน มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/the-rapid-rise-of-china%e2%80%99s-research-quality/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/the-rapid-rise-of-china%e2%80%99s-research-quality/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 May 2011 20:57:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sarapuk</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[Asia]]></category>
		<category><![CDATA[China]]></category>
		<category><![CDATA[Journal]]></category>
		<category><![CDATA[nature]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2107</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศจีนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการผลิตงานวิจัยออกมาจำนวนมาก รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนและลงทุนอย่างสูงในงานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ ณ ปัจจุบันประเทศจีนมีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์สูงเป็นอันดับสองของโลก ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2110" class="wp-caption aligncenter" style="width: 367px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/nature-publications-asia-pacific.jpg"><img class="size-full wp-image-2110" title="nature-publications-asia-pacific" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/nature-publications-asia-pacific.jpg" alt="nature publications asia pacific งานวิจัยคุณภาพจากประเทศจีน มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" width="357" height="227" /></a><p class="wp-caption-text">Figure 1: Number of publications in Nature research journals from various Asia-Pacific countries</p></div>
<p>ประเทศจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการผลิตงานวิจัยออกมาจำนวนมาก รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนและลงทุนอย่างสูงในงานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันประเทศจีนมีการเผยแพร่งานวิจัยสูงเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงอเมริกาเท่านั้น แต่มีคำถามตามมาว่างานวิจัยที่ผลิตออกมามากมายขนาดนั้น มีคุณภาพมากน้อยเพียงไร? <span id="more-2107"></span></p>
<p><a title=" Nature Publishing Index 2010 China" href="http://www.natureasia.com/en/publishing-index/china/" target="_blank">The Nature Publishing Index 2010 China</a> ได้เผยแพร่ข้อมูลการเติบโตของงานวิจัยจากประเทศจีนที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของ <em>Nature</em> ในปี 2010 เพื่อจัดอันดับของหน่วยวิจัยและเมืองต่างๆในจีน ในการจัดอันดับเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลของปี ค.ศ. 2009 กับ 2010 นอกจากนั้นยังนำเสนอ ข้อมูลการตีพิมพ์ในวารสาร <em>Science</em>, <em>Cell</em>, <em>NEJM</em> และ <em>The Lancet</em> ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มของวารสารทางวิชาการชั้นแนวหน้าของโลก ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีจำนวนงานวิจัยจากจีนที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกลุ่มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน</p>
<p>โดยที่จำนวนของงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร <em>Nature</em> มีจำนวนเพียง 6 บทความ ในปี 2000 เพิ่มเป็น 149 บทความ ในปี 2010 แซงประเทศออสเตรเลีย ขึ้นเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศเเเอเชียแปซิฟิค (แสดงในรูปที่ 1) ส่วนจำนวนของงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในกลุ่มวารสารแนวหน้าของโลกจากจำนวน 3 บทความ ในปี 2000 เพิ่มเป็น 27 บทความ ในปี 2010 (แสดงในรูปที่ 2) ซึ่งถือว่างานวิจัยคุณภาพจากประเทศจีน มีอัตราเพิ่มขึ้นในแต่ละปีเร็วขึ้นมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ</p>
<div id="attachment_2108" class="wp-caption aligncenter" style="width: 370px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/chanese-publications-in-major-science-journals.jpg"><img class="size-full wp-image-2108" title="chinese-publications-in-major-science-journals" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/chanese-publications-in-major-science-journals.jpg" alt="chanese publications in major science journals งานวิจัยคุณภาพจากประเทศจีน มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" width="360" height="208" /></a><p class="wp-caption-text"> Figure 2: Number of publications in other high-profile journals</p></div>
<p>หน่วยวิจัย 10 อันดับแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลกมากที่สุด ได้แก่</p>
<ol>
<li>Chinese Academy of Sciences</li>
<li>Tsinghua University</li>
<li>University of Science and Technology of China (USTC)</li>
<li>BGI Shenzhen</li>
<li>Peking University</li>
<li>Nanjing University</li>
<li>the University of Hong Kong</li>
<li>Southeast University</li>
<li>Xiamen University</li>
<li>Zhejiang University</li>
</ol>
<p>ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ ถือว่าเป็นหน่วยวิจัยที่เป็นผู้นำทางด้าน structural biology, physics, genetics, materials, metamaterials และ chemistry โดยเฉพาะ Chinese Academy of Sciences (CAS) ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <em>Nature</em> ในปี 2010 มากถึง 40 บทความ CAS เป็นหน่วยงานที่มีหน่วยวิจัย ประมาณ 100 หน่วย และมีนักวิจัยทำงานอยู่มากกว่า 50,000 คน เป็นที่สร้างผลงานวิจัยให้ประเทศจีนได้เป็นจำนวนมาก</p>
<p>นอกจากนั้นประเทศจีนยังมีมหาวิทยาลัยอีกเป็นจำนวนมาก ที่สร้างงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>เมื่อทำการจัดอันดับแยกเป็นเมืองต่างๆ ตามที่อยู่สังกัดของนักวิจัย สามารถเรียง 10 อันดับเมืองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <em>Nature</em> ปี 2010 มากที่สุดได้ดังนี้</p>
<ol>
<li>Beijing</li>
<li>Shanghai</li>
<li>Nanjing</li>
<li>Hefei</li>
<li>Hong Kong</li>
<li>Shenzhen</li>
<li>Xiamen</li>
<li>Hangzhou</li>
<li>Guangzhou</li>
<li>Tianjin</li>
</ol>
<p>จากข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะเห็นได้ว่าประเทศจีน มีการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยของเรา ต้องตั้งคำถามว่า ประเทศเรา(ทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน)ให้ความสำคัญกับงานวิจัย และการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ถือว่าเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ มากน้อยเพียงไร</p>
<p>ที่มา-<a title="Nature China" href="http://blogs.nature.com/news/2011/05/the_rapid_rise_of_chinas_resea.html" target="_blank">http://blogs.nature.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/the-rapid-rise-of-china%e2%80%99s-research-quality/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วินิจฉัย Stroke ด้วย iPhone App</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/stroke-diagnosis-using-iphone-app/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/stroke-diagnosis-using-iphone-app/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 May 2011 00:37:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sarapuk</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Imaging]]></category>
		<category><![CDATA[Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Brain]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[Stroke]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2052</guid>
		<description><![CDATA[งานวิจัยนี้เป็นผลงานของคณะแพทย์ University of Calgary ประเทศแคนดา ได้แสดงให้เห็นว่าแพทย์สามารถที่จะวินิจฉัย stroke ได้ด้วย iPhone App ที่ทีมวิิจัยได้ทำขึ้น ซึ่งให้ผลที่แม่นยำเช่นเดียวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาล เทคโนโลยีนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในโรงพยาบาลชนบท]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2054" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/Stroke-diagnosis-using-iPhone-App.jpg"><img class="size-full wp-image-2054" title="Stroke-diagnosis-using-iPhone-App" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/Stroke-diagnosis-using-iPhone-App.jpg" alt="Stroke diagnosis using iPhone App วินิจฉัย Stroke ด้วย iPhone App " width="400" height="362" /></a><p class="wp-caption-text">Dr.Ross Mitchell โชว์ iPhone app ที่สามารถวินิจฉัย Stroke ได้</p></div>
<p><strong>Stroke </strong>คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงในสมอง อาจเกิดจาก มีการแตก ตีบ หรือตันของหลอดเลือดในสมองที่ทำหน้าที่ในการนำเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ทำให้สมองส่วนนั้นๆขาดเลือด ส่งผลให้เนื้อสมองบางส่วนเกิดการตาย จึงทำให้เกิดอาการอัมพาตของร่างกายส่วนที่สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย หรือที่เรียกว่า &#8220;อัมพาฒครึ่งซึก&#8221; มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอดีตเรียกว่า อุบัติเหตุจากหลอดเลือดสมอง หรือ cerebrovascular accident (CVA)<span id="more-2052"></span></p>
<p>งานวิจัยนี้เป็นผลงานของคณะแพทย์ University of Calgary ประเทศแคนาดา ได้แสดงให้เห็นว่าแพทย์สามารถที่จะวินิจฉัย stroke ได้ด้วย iPhone app ที่ทีมวิจัยได้ทำขึ้น ซึ่งให้ผลที่แม่นยำเช่นเดียวกับการวินิจฉัยในสถานพยาบาล เทคโนโลยีนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในโรงพยาบาลชนบท ซึ่งจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถดูข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และทำงานที่ไหนก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลตลอดเวลา</p>
<p>ในการทดลอง แพทย์ผู้เชียวชาญทางประสาทรังสีแพทย์(Neuro-radiologists) ได้ดูข้อมูลจาก NCCT(consecutive noncontrast computed tomography brain scans) 120 ข้อมูล และ CTA(computed tomography angiogram head scans) 70 ข้อมูล ซึ่งได้จากฐานข้อมูลของผู้ป่วย Stroke มีผู้เชียวชาญทางประสาทรังสีแพทย์ 2 คน เป็นผู้อ่านผลเพื่อวินิจฉัยโรคที่สถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบ(medical diagnostic workstation) และอ่านผลผ่านทาง app ใน iPhone ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ใน <a title="A Smartphone Client-Server Teleradiology System for Primary Diagnosis of Acute Stroke" href="http://www.jmir.org/2011/2/e31/" target="_blank">Journal of Medical Internet Research</a> ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นผลงานออกแบบการทดลองของ Dr. Mayank Goyal และเทคโนโลโยที่ใช้ใน iPhone เป็นผลงานของ Dr. Ross Mitchell และทีมวิจัยจาก Hotchkiss Brain Institute (HBI)</p>
<p>ในการทดลองใช้ iPhone app ในการอ่านผลให้ผลถูกต้อง 94-100% ของการวินิจฉัย acute stroke ซึ่งเวลาทุกวินาทีมีความสำคัญมาก และอีกจุดแข็งสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือ ความสามารถในการจัดการกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของการถ่ายภาพกว่า 700 ภาพ ให้แสดงผลบน iPhone ได้โดยง่าย ตอนนี้สาธารณะสุขของแคนาดาให้อนุญาติให้ใช้ iPhone app นี้ได้แล้ว ซึ่งแพทย์ในแคนาดาสามารถใช้ iPhone app ตัวนี้ในการทำงานได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเปิดขาย</p>
<div id="attachment_2053" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/Stroke-App.jpg"><img class="size-medium wp-image-2053" title="Stroke App" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/05/Stroke-App-600x398.jpg" alt="Stroke App 600x398 วินิจฉัย Stroke ด้วย iPhone App " width="600" height="398" /></a><p class="wp-caption-text">photo credit: University of Calgary’s Faculty of Medicine &amp; Hotchkiss Brain  Institute http://www.flickr.com/photos/k-ideas/5705473837/</p></div>
<p>ความแตกต่างของแพลตฟอร์มนี้กับตัวอื่นๆคือ ภาพจำนวนมากจะถูกประมวลผลบน computer server ก่อนที่จะสตีมมิ่งภาพไปที่ iPhone ซึ่งจะต้องมีการระบุตัวตนของแพทย์ก่อนจึงจะทำการดูข้อมูลได้ เป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ป่วย การมีการประมวลภาพก่อนที่เครื่อง server ทำให้มันทำงานได้เร็ว เมื่อเทียบกับตัวแพลตฟอร์มอื่นๆที่ต้องใช้เวลาโหลดภาพนานหลายนาที ซึ่งภาพที่ได้ยังสามารถเปิดได้ใน iPhone, iPad, Android หรือ Web browser</p>
<p>ระบบนี้ถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับผู้ป่วย Stroke ทำให้ทำการรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการรักษาต้องแข่งกับเวลา แต่แพลตฟอร์มนี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และต้องการผู้เชียวชาญในจัดการระบบมากทีเดียว</p>
<p>ที่มา-<a href="http://www.medicine.ucalgary.ca/about/iphone_medical_application">http://www.medicine.ucalgary.ca</a> via-<a href="http://oc1dean.blogspot.com/2011/05/diagnosing-stroke-via-iphone-app.html">http://oc1dean.blogspot.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/stroke-diagnosis-using-iphone-app/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจหาการปฏิเสธอวัยวะ</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/sensing_organ_rejection/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/sensing_organ_rejection/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Mar 2011 04:29:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Palang Chotsiri</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[Immunology]]></category>
		<category><![CDATA[Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>
		<category><![CDATA[Tissue Engineering]]></category>
		<category><![CDATA[Biomedical research]]></category>
		<category><![CDATA[biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[blood]]></category>
		<category><![CDATA[immunity]]></category>
		<category><![CDATA[Implant]]></category>
		<category><![CDATA[Molecular Biology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=2000</guid>
		<description><![CDATA[การปฏิเสธ เป็นอะไรที่เจ็บปวด แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมันเป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องทางความรู้สึก แต่มันสำคัญถึงชีวิตทั้งชีวิตเลยทีเดียว การรอคอยอวัยวะใหม่ที่ยาวนานเป็นเดือน บางครั้งก็เป็นปี จากผู้บริจาค และยังต้องมีชีวิตรอดจากการผ่าตัดครั้งใหญ่ สำหรับผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะยังคงต้องต่อสู้กับระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองไม่ให้ปฏิเสธอวัยวะชิ้นใหม่ที่ได้รับมาอีกด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_2001" class="wp-caption aligncenter" style="width: 522px"><a rel="attachment wp-att-2001" href="http://www.biomed.in.th/sensing_organ_rejection/heart3/"><img class="size-full wp-image-2001 " src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/03/heart3.jpg" alt="heart3 ตรวจหาการปฏิเสธอวัยวะ" width="512" height="384" title="ตรวจหาการปฏิเสธอวัยวะ" /></a><p class="wp-caption-text">การตรวจสอบการปฏิเสธอวัยวะสามารถตรวจสอบได้จากการทดสอบเลือด</p></div>
<p>การปฏิเสธ เป็นอะไรที่เจ็บปวด แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมันเป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องทางความรู้สึก แต่มันสำคัญถึงชีวิตทั้งชีวิตเลยทีเดียว การรอคอยอวัยวะใหม่ที่ยาวนานเป็นเดือน บางครั้งก็เป็นปี จากผู้บริจาค และยังต้องมีชีวิตรอดจากการผ่าตัดครั้งใหญ่ <span id="more-2000"></span>สำหรับผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะยังคงต้องต่อสู้กับระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองไม่ให้ปฏิเสธอวัยวะชิ้นใหม่ที่ได้รับมาอีกด้วย ณ ตอนนี้ การทดสอบแบบใหม่ที่ใช้การสแกน DNA จากเลือดของผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า กระบวนการปฏิเสธอวัยวะที่ร้ายแรงจะเริ่มต้นขึ้นหรือยัง ซึ่งทำให้แพทย์สามารถที่จะยับยั้งกระบวนการทั้งหมดได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>ประมาณ 40% ของผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ มีประสบการณ์อย่างน้อยหนึ่งครั้งเกี่ยวกับการปฏิเสธอวัยวะแบบเฉียบพลัน ภายในหนึ่งปีหลังจากที่พวกเขาได้รับอวัยวะใหม่ ซึ่งการตรวจหาว่าระบบภูมิคุ้มกันอะไรของร่างกายที่สงผลต่อปฏิกิริต่อต้านอย่างรุนแรงนี้เป็นกุญแจสำคัญในการที่จะลดผลร้ายที่จะตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการปฏิเสธอวัยวะทุกๆ ครั้ง สามารถแก้ไขได้ด้วยยากดภูมิคุ้มกันปริมาณที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยยังคงต้องถูกดูแลสุขภาพอวัยวะชิ้นใหม่นั้นด้วยการตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจซึ่งมันทั้งเจ็บปวดและแพง ยิ่งกว่านั้นก็คือ การตัดชิ้นเนื้อของอวัยวะไปตรวจนี้ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้อวัยวะนั้นๆ เสียหายได้ Hannah Valantine จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย อธิบาย โดยในปี 2009 เธอได้พัฒนาวิธีการตรวจสอบการปฏิเสธอวัยวะแบบที่ไม่ต้องเจาะเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมีพื้นฐานจากการเฝ้าระวังระบบภูมิต้านทานของผู้ป่วย ที่ชื่อว่า AlloMap ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา สำหรับตรวจสอบการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่ว่ามันยังมีความผิดพลาดกว่าครึ่งหนึ่งจากการตรวจจับเหตุการณ์การปฏิเสธอวัยวะ</p>
<p>ในการเติมเต็มส่วนที่เหลือ Valantine ได้กลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เธอได้ขอความช่วยเหลือจากนักชีวฟิสิกส์ Stephen Quake จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาทั้งสองคนได้ออกแบบการทดสอบที่มีพื้นฐานมาจากที่ว่า จีโนมของอวัยวะที่ถูกปลูกถ่ายเข้าร่างกาย มันแตกต่างจากจีโนมของร่างกาย การทดสอบนี้ ได้ตรวจดูชิ้นส่วนของ DNA ที่ถูกปล่อยออกมาจากอวัยวะชิ้นใหม่สุ่กระแสเลือด เมื่อเซลล์จากเนื้อเยื่อที่ถูกผ่าตัดเข้าไปเกิดการสลายตัว เพื่อที่จะตรวจสอบความถูกต้องของยุทธศาสตร์ใหม่นี้ นักวิจัยได้พยายามที่จะตรวจสอบจากเลือดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่เก็บไว้ โดยที่บางรายได้รับการยืนยันการปฏิเสธอวัยวะมาก่อนหน้านั้นแล้ว ระหว่างกระบวนการปฏิเสธอวัยวะ ปริมาณของ DNA จากอวัยวะใหม่ในเลือดเพิ่มมากขึ้น โดยทำให้ระดับของชิ้นส่วนของ DNA เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% จากปกติคือ 1% ซึ่งนักวิจัยได้รายงานเร็วๆ นี้ในนิตยสาร Proceedings of National Academy of Sciences [1]</p>
<p>Valantine หวังว่า การตรวจสอบแบบนี้จะสามารถใช้แทนที่การตรวจสอบการปฏิเสธเนื้อเยื่อแบบเก่า คือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจได้ซึ่งผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะจะต้องทำทุกๆ เดือนตลอดปีแรกของการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ โดยวิธีใหม่นี้ แพทย์จะยืนยันการปฏิเสธอวัยวะจากการตรวจสอบชิ้นเนื้อสำหรับกรณีที่การตรวจสอบปริมาณ DNA เป็นบวกเท่านั้น การตรวจสอบแบบใหม่นี้สามารถตรวจหา “ปริมาณ DNA ที่มีอยู่น้อยมากๆ ได้ เพื่อทำนายการปฏิเสธอวัยวะ” Valantine กล่าว และยังคงทำให้การตรวจสอบแบบนี้ตอบสนองได้ดีกว่า AlloMap ถ้าการทดสอบแบบนี้สามารถบอกแพทย์ถึงการปฏิเสธอวัยวะได้ก่อน แพทย์ก็จะสามารถแก้ไขได้จากการเพิ่มปริมาณยากดภูมิคุ้มกัน แทนที่จะต้องไปลดภูมิคุ้มกันทั้งระบบของผู้ป่วยซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นมะเร็งได้</p>
<p>Bruce Rosengard หัวหน้าศัลยแพทย์ ของโครงการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจที่ โรงพยายาลกลางแมสสาซูเซตต์ กล่าวถึงการทดสอบใหม่ว่า “การปฏิเสธอวัยวะยังคงเป็นหนึ่งในอุปสรรค์ของการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะให้สำเร็จ และอะไรก็ตามที่เราสามารถทำได้ เพื่อที่จะลดจำนวนการตัดชิ้นเนี้อหัวใจมาตรวจสอบมันเป็นการพัฒนาที่สร้างสรรค์อย่างมาก และผมคิดว่ากลยุทธ์แบบนี้จะได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว”</p>
<p>Valantine หวังจะเห็นการทดสอบแบบใหม่ของเธอสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงต่อแพทย์ในปีนี้ และเธอยังบอกอีกว่า เธอยังไม่เห็นเหตุผลที่เป็นไปไม่ได้ในการใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้เพื่อตรวจการปฏิเสธอวัยวะชนิดอื่น</p>
<p>อ้างอิง:</p>
<p>[1] Snyder, T. , Khush, K. K. , Valantine, H. A. &amp; Quake, S. R. Proc. Natl Acad. Sci. USA <a href="http://dx.doi.org/10.1073/pnas.1013924108">doi:10.1073/pnas.1013924108</a> (2011).</p>
<p>ที่มา: <a href="http://news.sciencemag.org/sciencenow/2011/03/sensing-organ-rejection.html?ref=hp">http://news.sciencemag.org/sciencenow/2011/03/sensing-organ-rejection.html?ref=hp</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/sensing_organ_rejection/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่น สู่หัวใจที่ยืนยาว</title>
		<link>http://www.biomed.in.th/stretchy_electronics/</link>
		<comments>http://www.biomed.in.th/stretchy_electronics/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Mar 2011 07:31:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Palang Chotsiri</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Category]]></category>
		<category><![CDATA[Biomaterial]]></category>
		<category><![CDATA[Biomechanics]]></category>
		<category><![CDATA[Biosensors]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Imaging]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Instrumentations]]></category>
		<category><![CDATA[Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Research]]></category>
		<category><![CDATA[heart]]></category>
		<category><![CDATA[Materials]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.biomed.in.th/?p=1923</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยได้พัฒนาหลอดสอดหัวใจ (catheter) ที่มีคุณสมบัติมากมาย โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งได้รวมเอาอุปกรณ์จำเป็นหลายๆ อย่างสำหรับการผ่าตัดหัวใจ อุปกรณ์กึ่งตัวนำชนิดนี้ สามารถช่วยย่นระยะเวลาการผ่าตัดหัวใจ เพิ่มความคมชัด และยังคงสร้างแผนภาพสมองได้ทันทีอีกด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลอดสอดสารพัดประโยชน์ที่รวมเอาอุปกรณ์กึ่งตัวนำเพื่อวินิจฉัยและรักษาเนื่อเยื่อที่เสียหาย</strong></p>
<div id="attachment_1942" class="wp-caption aligncenter" style="width: 550px"><a rel="attachment wp-att-1942" href="http://www.biomed.in.th/stretchy_electronics/heart-2/"><img class="size-full wp-image-1942 " src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/03/heart1.jpg" alt="heart1 อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่น สู่หัวใจที่ยืนยาว" width="540" height="409" title="อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่น สู่หัวใจที่ยืนยาว" /></a><p class="wp-caption-text">ส่วนประกอบที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดหัวใจ รูปจาก Kevin Dowling</p></div>
<p>นักวิจัยได้พัฒนาหลอดสอดหัวใจ (catheter) ที่มีคุณสมบัติมากมาย โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งได้รวมเอาอุปกรณ์จำเป็นหลายๆ อย่างสำหรับการผ่าตัดหัวใจ อุปกรณ์กึ่งตัวนำชนิดนี้ สามารถช่วยย่นระยะเวลาการผ่าตัดหัวใจ เพิ่มความคมชัด และยังคงสร้างแผนภาพสมองได้ทันทีอีกด้วย<span id="more-1923"></span></p>
<p>หลอดสอดหัวใจแบบปลายโป่งนี้ถูกใช้กันอย่าแพร่หลายในการผ่าตัดหัวใจเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันอยู่ และสามารถสอดท่อต่างๆ เข้าไปได้ “แต่หลอดสอดหัวใจแบบปลายโป่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรในการผ่าตัดเลย”  John Rogers นักวิทยาศาสตร์เครื่องมือ กล่าว “มันเพียงแค่ช่วยขนอุปกรณ์เชิงกลอื่นๆ เข้าไป”<br />
ระหว่างการผ่าตัดเปิดหัวใจ หลอดสวนหัวใจที่มีหลายๆ หน้าที่ต่างก็ถูกสอดเข้าไปในหัวใจตามลำดับ ซึ่งทำให้การผ่าตัดหัวใจเป็นการผ่าตัดที่ยาวนานและทรมานมาก เพื่อที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของมัน Rogers และผู้ร่วมงานของเขา ได้เลือกเอาส่วนประกอบต่างๆ จากสารกึ่งตัวนำที่ยืดหยุ่นได้ มาประกอบกันบนปลายโป่งของของหลอดสอดหัวใจ โดยรายละเอียดก็คือ มันสามารถที่จะสังเกตลักษณะต่างๆ ได้ อาทิ อุณหภูมิ ความดัน การไหลของเลือดและคุณสมบัติทางไฟฟ้า และยังคงสามารถใช้กำจัดเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายได้อีกด้วย ซึ่งรายงานของเขาได้ปรากฏในนิตยสาร Nature materials ในสัปดาห์นี้ [1]</p>
<p>นักวิจัยได้เผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนา “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่นได้” โดยสร้างจาก ซิลิคอน ที่โดยปกติแล้วมันทั้งแข็งและเปราะ โดยเอามารวมไว้บนผิวของหลอดสอดหัวใจปลายโป่งแบบปกติ Rogers กล่าว กุญแจสำคัญในการพัฒนานี้ก็คือ การที่ต้องทำให้ส่วนประกอบที่เป็น ซิลิคอน มีความหนาเพียงแค่ หนึ่งร้อยส่วนพันล้านส่วนของเมตร กล่าวคือ บางกว่าปกติถึงพันเท่า อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันจะต้องเชื่อมต่อกันด้วยสายไฟที่รูปร่างคล้ายงู และมันตะต้องสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อปลายของท่อถูกทำให้โป่งขึ้นโดยไม่มีการแตกหัก เมื่อบอลลูนที่ปลายท่อถูกทำให้โป่ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคก็จะถูกผลักให้ชิดกับหัวใจ</p>
<p>“จากคุณสมบัติสองอย่างนี้ คุณก็สามารถรวมเอาอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสามารถยืดออกได้ถึง 300% จากตอนที่มันแบนจนมันมีรูปร่างกลม และสามารถเปลี่ยนแปลงกลับเป็นแบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์” Rogers กล่าว</p>
<p style="text-align: left;">หลอดสอดหัวใจปลายโป่งที่มีหลายหน้าที่นี้ เป็นอุปกรณ์ในอุดมคติสำหรับการวินิจฉัยและรักษาสาเหตุของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ Rogers กล่าว ณ ขณะนี้ ศัลยแพทย์หัวใจใช้หลอดสอดหัวใจหัวลูกศรที่มีอิเล็กโทรดเคลื่อนที่ไปรอบๆ หัวใจอย่างช้าๆ เพื่อที่จะสร้างแผนภาพเนื้อเยื่อของหัวใจ เมื่อเขาพบเนื่อเยื่อที่ก่อให้เกิดการเต้นของหัวใจแบบผิดปกติ เขาก็จะสอดหลอดสอดหัวใจอีกอันหนึ่งเพื่อที่จะไปตัดเนื้อเยื่อไม่ดีเหล่านั้นออก “คนไข้จำนวนมากต้องจบชีวิตลงระหว่างกระบวนการที่ใช้เวลานานแบบนี้” Rogers กล่าว</p>
<p>แผนภาพชีพจร</p>
<div id="attachment_1933" class="wp-caption alignleft" style="width: 185px"><a rel="attachment wp-att-1933" href="http://www.biomed.in.th/stretchy_electronics/heart2/"><img class="size-full wp-image-1933" src="http://www.biomed.in.th/wp-content/uploads/2011/03/heart2.jpg" alt="heart2 อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่น สู่หัวใจที่ยืนยาว" width="175" height="225" title="อิเล็กทรอนิคที่ยืดหยุ่น สู่หัวใจที่ยืนยาว" /></a><p class="wp-caption-text">หลอดสอดหัวใจทรงบอลลูน</p></div>
<p>ในทางตรงกันข้าม หลอดสอดหัวใจปลายโป่งที่ได้รับการพัฒนามานี้ สามารถนำเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่สัมผัสกับพื้นผิวของหัวใจที่มากขึ้น จากบริเวณที่โป่งของมัน ทำให้ เร็วขึ้น และสามารถสร้างแผนที่หัวใจได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น Rogers กล่าว กลุ่มของเขาได้ใช้อุปกรณนี้ในการทำแผนที่การเต้นของหัวใจในกระต่าย และกำจัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติด้วยการปล่อยสัญญาณวิทยุสู่หัวใจและฆ่าเซลล์นั้นๆ “สำหรับการทดลองในคนโดยอุปกรณ์นี้ในเบื้องต้น (ไม่มีอุปกรณ์ทำลายเนื้อเยื่อโดยใช้ความร้อน) น่าจะได้เริ่มต้นศึกษาในต้นปีนี้” Rogers กล่าว<br />
Christopher Ober นักวิทยาศาสตร์เครื่องมือ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ อธิบายงานนี้ว่า “นี่เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอด” “ในการพัฒนาอุปกรณ์ที่รวมเอาอุปกรณ์หลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกันโดยที่มันยังยืดหยุ่นได้อย่างสมบูรณ์ในอัตราส่วนที่เล็กมากๆ มันช่างเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก” เขากล่าว เขายังเสริมอีกว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้ สามารถที่จะปรับให้สามารถติดตั้งใว้ในร่างกายผู้ป่วยเพื่อที่จะเป็นการติดตามสุขภาพของอวัยวะนั้นๆ เป็นระยะเวลานานๆ อีกด้วย “แต่ก่อนอื่น กลุ่มนักวิจัยจะต้องทดสอบว่ามันสามารถเข้ากันได้กับร่างกายหรือไม่ สำหรับการติดตั้งเป็นระยะเวลานานๆ ก่อน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตอนนี้กลุ่มนักวิจัย ได้ติดตั้งส่วนประกอบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก บนหลอดสอดหัวใจนี้ โดยสามารถที่จะปรับให้ใช้กับอวัยวะอื่นๆ ได้ “มันสามารถที่จะใช้กับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อที่จะตรวจดูการไหล และความยืดหยุ่น หรือใช้กับปอด เพื่อตรวจดูความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหอบหืด” Brian Litt นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย กล่าว นักวิจัยยังได้เริ่มโครงการการสร้างแผนภาพทางไฟฟ้าของสมองระหว่างมีอาการลมบ้าหมู “หลอดสอดทรงบอลลูนเป็นเครื่องที่สามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นผิวของสมองที่ซับซ้อนและนำอิเล็กโทรนิคที่ผลิตจากซิลิคอนให้ไปสัมผัสโดยตรงกับเนื้อเยื่อนั้นๆ ได้โดยตรง” Litt กล่าว<br />
<strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>[1] 1.  Kim D.-H. et al. Nature Materials advance online publication doi:10.1038/NMAT2971 (2011).</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.nature.com/news/2011/110307/full/news.2011.141.html">http://www.nature.com/news/2011/110307/full/news.2011.141.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.biomed.in.th/stretchy_electronics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

