Abiliti เทรนด์ใหม่ลดอ้วน

Abiliti: เทรนด์ใหม่รักษาโรคอ้วน

การรักษาโรคอ้วน มีหลายวิธีด้วยกัน อาทิ การผ่าตัดดูดไขมัน การผ่าตัดเย็บกระเพาะอาหาร แต่ว่า Abiliti นี่ เป็นวิธีใหม่ ในการรักษาโรคอ้วน กล่าวคือ เป็นการผ่าตัดเพื่อติดอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิค เข้าไปในช่องท้อง โดยที่อุปกรณ์ชิ้นนี้ จะควบคุมการกินอาหารของเรา โดยที่เราสามารถตั้งโปรแกรมการกินอาหารได้ เมื่อเรากินอาหารในช่วงที่ไม่ตรงกับโปรแกรมที่เราตั้งไว้ตอนต้น Abiliti จะส่งสัญญาณไปยังกระเพาะอาหาร แล้วกระเพาะอาหารก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองอีกต่อหนึ่ง เพื่อบอกว่า เราอิ่มแล้ว ซึ่งในที่สุดเราก็จะไม่อยากกินอาหารไปเอง

https://www.youtube.com/watch?v=cMTu02MBEfo
วีดีโอแสดงการทำงารของ Abiliti ในการควบคุมความอยากอาหาร อ่านเพิ่มเติม Abiliti เทรนด์ใหม่ลดอ้วน

เลเซอร์ชีวภาพ

แสงแห่งชีวิต ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศ์แสดงให้เห็นแสงเลเซอร์สีเขียวที่เปล่งออกมาจากเซลล์สิ่งมีชีวิต Credit: Malte Gather

เลเซอร์ กุญแจสำคัญของการติดต่อสือสาร เก็บข้อมูล และยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วถูกผลิตออกมาจากสิ่งไม่มีชวิต เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือ แก๊ส แต่ว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ได้ก้าวไกลออกไปอีกขั้น คือ เลเซอร์ทางชีวภาพ โดยการสร้างมีพื้นฐานมาจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว ซึ่งในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้ใช้เลเซอร์ชนิดนี้ เพื่อการตรวจและรักษาโรค บางทีอาจจะถึงขั้นฆ่าเซลล์มะเร็งจากภายในร่างกายเลยก็เป็นไปได้ อ่านเพิ่มเติม เลเซอร์ชีวภาพ

จีโนมมะเร็งต่อมลูกหมาก เผยความพิศวงของยีน

ยีนพเนจร ยีนของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่สามารถย้ายที่ไปยังบริเวณที่มันจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เกือบจะ 10 ปีแล้วหลังจากที่จีโมมของมนุษย์ได้ถูกถอดรหัสเสร็จสิ้น เป็นครั้งแรกที่นักวิจัยได้เปิดเผยโฉมของจีโนมเนื้องอกที่ต่อมลูกหมาก ผลได้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Nature [1] ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการวินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้ อ่านเพิ่มเติม จีโนมมะเร็งต่อมลูกหมาก เผยความพิศวงของยีน

ซวยซ้ำสองของ HIV

RNA ไคเมอร์รา ได้ถูกแสดงว่าจะสามารถกำจัดการติดเชื้อ HIV ในหนูได้

RNA ไคเมอร์รา ได้ถูกแสดงว่าจะสามารถกำจัดการติดเชื้อ HIV ในหนูได้

Mariya Bibikova

โมเลกุลของ RNA ถูกปรับแต่งให้สามารถที่จะจู่โจม HIV ได้ จากสองทางกำลังแสดงผลที่เป็นบวก จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Science Translational Medicine [1] นักวิจัยกล่าวว่า โมเลกุลที่สามารถที่จะควบคุมกำจำลองตัวเองของไวรัสภายในเซลล์ที่ติดเชื้อ และทำให้ไวรัสที่ล่องลอยอยู่เป็นกลาง (ผู้แปล: ไม่สามารถที่จะไปติดกับเซลล์เม็ดเลือดขาวเซลล์อื่นๆ ต่อไปอีกได้) โดยสามารถที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสได้

โมเลกุลนี้ รู้จักกันในชื่อว่า ไคเมอร์รา (chimaera) ซึ่งประกอบด้วย RNA สองชนิดที่แตกต่างกัน คือ RNA รบกวนขนาดเล็ก (small interfering RNA: siRNA) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้าไปในเซลล์ที่ติดเชื้อ และยับยั้งการแสดงออกของยีนที่ช่วยในการจำลองตัวเอง สองยีนของ HIV และ ลำดับสาย RNA ที่เรารู้จักกันในรามของ แอปตาเมอร์ (aptamer) ที่สามารถจับอย่างแน่นหนากับโปรตีน gp120 ที่พบได้บนผิวของ HIV และเซลล์ที่ติดเชื้อ HIV แอปตาเมอร์นี้มีสองบทบาทที่สำคัญ คือ ช่วยนำส่ง siRNA ไปยังเซลล์ที่ติดเชื้อ HIV และยังช่วยจับไวรัสในกระแสเลือดให้เป็นกลาง

John Rossi นักชีววิทยาโมเลกุล ที่สถาบันวิจัยแบคแมน แคลิฟอร์เนีย อธิบายว่ามันคือโมเลกุลที่เป็นระเบิดเวลาที่ชาญฉลาด “มันระบุเป้าหมายเฉพาะกับเป้าหมายเท่านั้น” เขากล่าว

การศึกษาเกียวกับ ไคเมอร์รา ไม่ใช่เรื่องใหม่ [2] แต่ว่านี่เป็นการศึกษาแรกที่ทดลองในสัตว์ เพื่อที่จะทดสอบ ไคเมอร์รา คณะวิจัยได้ใช้หนูที่มีการดัดแปลงให้สามารถติดเชื้อ HIV ได้ เมื่อนักวิจัยฉีด ไคเมอร์รา หรือแอปตาเมอร์ เพียงอย่างเดียวให้หนู ปริมาณของไวรัสได้ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ไคเมอร์รา ก็มีศักยภาพและความสามารถในการลดจำนวนไวรัสได้มากกว่า แอปตาเมอร์ เป็นสัปดาห์

Rossi กล่าวว่า โมเลกุลนี้สามารถใช้เป็นการรักษาแบบเดี่ยวๆ หรือประกอบกับยาอื่นๆ ที่ใช้รักษา HIV ก็ได้ เพราะว่า ประสิทธิภาพของ ไคเมอร์รา ยังคงอยู่เป็นสัปดาห์ คนไข้ถึงต้องการฉีดมันอีกครั้งหนึ่ง

“โมเลกุลนี้ การออกแบบนี้ ช่างงดงามจริงๆ” Ben Berkhout นักไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม กล่าว เพราะว่าเขาไม่ค่อยแน่ใจว่า siRNA จะมีผลกระทบมากมายเพียงนี้ “มันมีการยับยั้งที่เหลือเชื่อมากๆ” เขากล่าว แต่ว่าการยับยั้งส่วนมากดูเหมือนว่ามันจะมาจากของ แอปตาเมอร์ ไม่ใช่ siRNA “ผมไม่เห็นความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อใช้มันร่วมกัน” เขากล่าว

นักวิจัยค้นพบ siRNA ในเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ลิมโฟไซต์ (เป้าหมายของไวรัส HIV) ของหนูที่ถูกรักษาโดย ไคเมอร์รา บ่งชี้ว่า โมเลกุลสามารถไปยังตำแหน่งที่มันต้องการอยู่ได้ และเมื่อพวกเขาได้วัดการแสดงออกของยีน ที่เป็นเป้าหมายของ siRNA (คือยีน tat และ rev) จากในบางเซลล์ เขาพบการแสดงออกลดลงประมาณ 70-90% หลักจากที่ได้รับการรักษา เขายังเห็นว่า siRNA ยังคงไปตัดยีน tat และ rev ที่ตำแหน่งที่ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งข้อบ่งชี้นี้ ได้แสดงว่า โมเลกุลนี้มันทำงานในทางที่มันควรจะทำ

แต่ว่า Phillip Sharp นักชีววิทยาระดับโมเลกุล แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจากการศึกษาได้แสดงถึงการทำงานของ siRNA ในเซลล์ลิมโฟไซต์ของหนู แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าในทุกๆ เซลล์ลิมโฟไซต์จากหลากหลายสิ่งมีชีวิต จะมีการทำงานของ siRNA เช่นเดียวกัน ปัญหามันอยู่ที่ การที่จะทำให้ siRNA ไปอยู่ภายในเซลล์ และก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไรต่างหาก

เพราะว่า ไคเมอร์รา ไม่ได้ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อ ดังนั้นมันจึงไม่ได้รักษา HIV แต่ว่าในขั้นถัดไป Rossi กล่าวว่า เขาจะใช้ ไคเมอร์รา เพื่อที่จะนำส่ง siRNA ที่สามารถไปฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อได้ “สิ่งที่เราต้องการจะทำคือ เริ่มต้นที่จะฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อทั้งหมด” เขากล่าว

อ้างอิง:

[1] Neff, C. et al. Sci. Transl. Med. 3, 66ra6 (2011).

[2] Zhou, J. et al. Nucleic Acids Res. 37, 3094-3109 (2009).

ที่มา: https://www.nature.com/news/2011/110119/full/news.2011.30.html

นักวิจัยสร้างต้นแบบไตเทียมชนิดฝั่งตัวในร่างกายได้เป็นครั้งแรก

ไตเทียมชนิดฝั่งตัวในร่างกาย

นักวิจัยสร้างต้นแบบไตเทียมชนิดฝั่งตัวในร่างกายได้เป็นครั้งแรก
ไตเทียมดังกล่าวนี้ ภายในประกอบด้วยฟิวเตอร์อยู่นับพันตัว ที่มีลักษณะคล้ายกับ Bioreactor และใช้หลักการของ water-balance เหมือนกับการทำงานของไตจริง ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกันจาก วิศวกร นักชีววิทยา และทีมแพทย์ โดยหัวหน้าทีมวิจัยคือ Dr. Shuvo Roy จาก  UCSF (University of California, San Francisco) Department of Bioengineering and Therapeutic Sciences.

ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการสร้างไตเทียมด้วยซิลิคอน โดยมีช่องให้เซล์ท่อไตมีชีวิตอยู่ภายในได้ และลดขนาดของอุปกรณ์ให้มีขนาดเล็กลงเท่าถ้วยกาแฟ (ใกล้เคียงกับขนาดของไตจริง) เครื่องมือที่ผลิตขึ้นจะถูกนำเข้าไปฝั่งตัวในร่างกายของผู้ป่วยในอนคต เครื่องมือเข้ากับร่างกายของมนุษย์ได้ดี โดยไม่ต้องทำการกินยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่รบกวนการใช้ชีวิตปกติของผู้ป่วย

ไตเทียมถูกออกแบบเพื่อผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายไตใหม่ ซึ่งในแต่ละปีมีผู้บริจาคน้อยมาก ไตเทียมที่ผลิตขึ้นนี้ จะลดอัตราการเกิดภาวะไตวายของผู้ป่วย ที่เป็นเป็นโรคไตนับล้านทั่วโลก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปได้เป็นจำนวนมาก ทีมวิจัยได้เตรียมการฝั่งไตเทียมในสัตว์ทดลอง และวางแผนที่จะทดสอบในร่างกายมนุษย์ในอีก 5-7 ปีข้างหน้า

ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย หรือผู้ป่วยไตวาย เฉพาะในอเมริกา มีมากถึง 5 แสนคนต่อปี (ของไทยราว 2 แสนคน อ้างอิง) ปัจจุบันการรักษาให้หาย คือการเปลี่ยนถ่ายไตใหม่ ซึ่งตัวเลขของผู้ต้องการเปลี่ยนถ่ายไตเพิ่มขึ้น 5-7 เปอร์เซ็นทุกปี สาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง

การฟอกเลือด คือการขจัดของเสียที่สะสมภายในร่างกาย เนื่องจากไตไม่สามารถทำงานเพื่อกำจัดของเสียเหล่านั้นได้ การฟอกเลือดเป็นเพียงการทำงานทดแทนการทำงานของไตที่เสียไป ต้องทำการรักษาตลอดไป การฟอกเลือดของผู้ป่วยโรคไตในปัจจุบัน จะต้องทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และครั้งละ 3-5 ชั่วโมงต่อครั้ง การฟอกเลือดจะต้องมีการปั๊มเลือดจากร่างกายของผู้ป่วยเข้าสู่เครื่องฟอกเลือดภายนอกร่างกายที่มีการกรองส่วนของเสียออกจากเลือด ซึ่งวิธีนี้ทดแทนการทำงานของไตได้เพียง 13 เปอร์เซ็นของการทำงานจริงของไต ผลของการรักษาด้วยการฟอกเลือดนี้มีผู้ป่วยเพียง 35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีอายุมากกว่า 5 ปี

จำนวนของผู้บริจาคไตมีอย่างจำกัดไม่เพียงพอกับผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายไตใหม่ ทำให้ผู้ป่วยต้องรอเป็นเวลานาน โอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนมีสูงและมีค่าใช้จ่ายสูงระหว่างการทำการรักษาตัว ไตเทียมชนิดฝั่งในร่างกายจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางเข้ามาทำการฟอกไตทุกๆสัปดาห์ และไตเทียมชนิดฝั่งในร่างกายยังสามารถทำการฟอกเลือดได้ตลอดเวลา เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยอย่างมาก

ไตเทียมชนิดฝั่งในร่างกายใช้ระบบ Hemofilter เพื่อกรองสารพิษในเลือดออก ซึ่งเป็นการพัฒนาด้วยวิศวกรรมเนื้อเยื่อ สร้างเซลล์ท่อไตเพื่อให้มาทำหน้าที่เหมือนเซลล์ไตที่ปกติ โดยอาศัยแรงดันเลือดในร่างกายเป็นปั๊มขับดันให้เลือดไหลผ่านท่อกรอง โดยไม่จำเป็นต้องมีปั๊มที่ใช้พลังงานไฟฟ้าภายใน

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความพยายามของ UCSF ที่นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องทดลองให้นำมาใช้จริงในทางคลินิก

ในเฟสแรกของโครงการได้สำเร็จลงไปแล้ว ตอนนี้ได้เร่งพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลงเพื่อให้พอเหมาะกับร่างกาย และจะเริ่มนำไปทดสอบในสัตว์ทดลองในเฟสที่สองซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน ทีมวิจัยมีความพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้อุปกรณ์นี้พร้อมใช้จริงในมนุษย์ ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทั้งเอกชนและรัฐบาล

นับว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของนักวิทยาศาตร์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยโรคไต

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.sciencedaily.com/releases/2010/09/100902161253.htm

นักวิจัย MIT สร้างชีววัสดุสำหรับเลี้ยงสเต็มเซลล์ให้เจริญได้ดีขึ้น

human embryonic stem cells

เซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (Stem cells) ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากในทางการแพทย์ ปัจจุบันมีนักวิจัยมากมายที่สนใจนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการรักษาโรค เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น เนื่องเพราะสเต็มเซลล์นั้นสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ตามที่นักวิจัยต้องการ ผ่านการกระตุ้นเซลล์ที่จำเพาะ

แต่ปัญหาของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันคือ การเจริญยากของสเต็มเซลล์ ทำให้มีจำนวนสเต็มเซลล์ที่จะนำมาทำการทดลอง หรือใช้เพื่อการรักษาไม่เพียงพอ มีการพัฒนาชีววัสดุที่ทำให้สเต็มเซลล์เจริญเพิ่มจำนวนเซลล์ โดยจะมีองค์ประกอบของโปรตีนหรือเซลล์ตัวอ่อนของหนูรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะเกิดการต่อต้านจากภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้เมื่อทำการฉีดเข้าสู่ร่างกาย

นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) จึงสร้างพื้นผิวสำหรับเพาะสเต็มเซลล์ชนิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆที่เกิดขึ้น พื้นผิวชนิดใหม่เป็นพื้นผิวที่สังเคราะห์ขึ้น ไม่มีองค์ประกอบจากสิ่งมีชีวิต สเต็มเซลล์ที่อยู่บนพื้นผิวสามารถมีชีวิตและแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนได้มากขึ้นเป็นล้านเซลล์ ในเวลาที่น้อยกว่า 3 เดือน นอกจากนี้ยังเป็นวัสดุชนิดแรกที่สามารถจำแนกชนิดของเซลล์ได้แบบเซลล์เดียว ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากต่อการจำแนกชนิดของเซลล์ตามลักษณะที่ต้องการ และเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาในวัสดุแบบเดิม

ในปัจจุบัน สเต็มเซลล์จะเจริญบนแผ่นพลาสติกที่มีการเคลือบด้วยเจลาติน และมีชั้นของเซลล์ของหนู หรือโปรตีนอีกชั้น Dr.Krishanu Saha หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า  “สำหรับใช้ในการรักษา เราต้องการสเต็มเซลล์เป็นล้านล้านเซลล์” เขากล่าว “ถ้าเรา สามารถจำแนกชนิดและเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ได้ง่ายแล้ว จะช่วยให้ความต้องการจะนำไปศึกษา หรือนำไปรักษาทำได้มากยิ่งขึ้นด้วย”

ในการสร้างวัสดุใหม่นี้ นักวิจัยพยายามปรับเปลี่ยนการใช้โพลิเมอร์ต่างๆมากกว่า 500 ชนิด และมีการปรับเปลี่ยนพื้นผิวหลายแบบ เช่น ความหยาบ ความแข็ง ความไม่ชอบน้ำ(hydrophobicity) พบว่าความหยาบและความแข็งของพื้นผิวมีผลต่อการเจริญของเซลล์ค่อนข้างน้อย และทีมวิจัยได้ค้นพบค่าความไม่ชอบน้ำของพื้นผิวที่ส่งผลต่อเซลล์ดีที่สุด และยังพบว่าโพลิเมอร์ที่ให้ผลดีที่สุดนั้น ประกอบด้วยอะคริเลต(acrylates) ที่มีเปอร์เซนต์สูง ซึ่งเป็นสารทั่วไปที่พบในพลาสติก พวกเขาได้เคลือบพื้นผิวโพลิเมอร์ด้วยโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ ไวโทเนคติน(vitronectin) ซึ่งเพิ่มการเกาะจับของสเต็มเซลล์ได้ดีขึ้น

ขณะนี้ทีมวิจัยหวังที่จะพัฒนาพื้นผิวแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับการเจริญของเซลล์ชนิดอื่น ๆ เพิ่มอีกด้วย

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature Materials

ที่มา : https://www.gizmag.com

Probiotics ช่วยในการป้องกันและรักษาโรคในระบบทางเดินอาหารได้อย่างไร

ผลการทำงานของ Prebiotics ในลำไส้

Probiotics , Prebiotics and Synbiotics คืออะไร?

Probiotics : ตามความหมายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หมายถึง จุลชีพที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อเราบริโภคเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรา ตัวอย่าง probiotics ที่รู้จักกันดี เช่น Bifidobacterium  spp. , Lactobacillus casei ,Streptococcus thermophiles ปัจจุบันมีการนำเชื้อกลุ่มนี้ใส่เข้าไปในอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณ probiotics ในร่างกาย  เช่น นมเปรี้ยว ยาคูลท์ โยเกิร์ต พบได้ทั่วไปในท้องตลาด

Probiotics ช่วยในการป้องกันและรักษาโรคในระบบทางเดินอาหารได้อย่างไร?

มีการศึกษาพบว่า probiotics มีผลในการยับยั้งการเจริญของจุลชีพก่อโรค, ยับยั้งการอักเสบ, เพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงให้เยื่อบุทางเดินอาหาร แต่ probiotics บางชนิดกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการเลือก probiotics สำหรับการรักษาโรคในระบบทางเดินอาหารจึงต้องเลือกชนิดของเชื้อให้ถูกต้องเหมาะสม

Prebiotics : หมายถึงอาหารที่ไม่ถูกย่อยด้วยระบบทางเดินอาหารของคนเรา แต่จะถูกย่อยหรือเป็นอาหารสำหรับจุลชีพที่อยู่ในลำไส้เรา ดังนั้นถ้าเราเลือกรับประทาน prebiotics ที่เป็นอาหารของ probiotics ก็จะทำให้ probiotics ที่เป็นประโยชน์เพิ่มจำนวนและอยู่ได้นานในลำไส้  และเมื่อ prebiotics ถูกย่อยด้วยแบคทีเรียในลำไส้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้นๆ ทำให้ลำไส้มีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อก่อโรค และกรดไขมันที่เกิดขึ้นยังกลายเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ได้อีกด้วย

Prebiotics เป็นสารประเภท oligosaccharide ตัวอย่าง เช่น oligofructose, galacto-oligosaccharides(GOS) และ lactulose

Synbiotics : หมายถึงประโยชน์จากการเลือกใช้ probiotics และ prebiotics ที่เหมาะสม โดยช่วยให้ probiotics เจริญอยู่ได้นานในทางเดินอาหารของเรา  เช่นการให้ L. plantarum ร่วมกับ oligofructose ในเด็กแรกเกิดพบว่าเชื้อสามารถอยู่ในลำไส้ได้นานกว่า 6 เดือน

อ้างอิง : Geoffrey AP, James V.Targeting  the  Human Microbiome with Antibiotics, Probiotics, and Prebiotics : Gastroenterology Enters the Metagenomics Era.J gastro 2009;136:2015-2031.

ข้อมูลการใช้เงินเพื่อรักษาตัวของคนอเมริกา

สถิติของค่าใช้จ่ายในการรักษาของผู้ป่วยในโรคต่างๆ

ข้อมูลนี้เป็นการเก็บข้อมูลโดย  The Medical Expenditure Panel Survey (MEPS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำวิจัยและประกันคุณภาพ การให้บริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นการเก็บข้อมูลการใช้จ่ายเงินเพื่อรักษาตัวของคนอเมริกา อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ

ข้อมูลจะมีทั้งช่วงอายุ โรค จำนวนเงินเฉลี่ยที่ใช้ แยกเป็นคนที่ใช้บริการประกันสังคม และใช้เงินของตัวเอง

เข้าไปใช้งานได้ที่ ลิงค์ข้อมูลการใช้จ่ายของคนอเมริกาเพื่อรักษาโรค หรือ ดาวน์โหลดไปใช้ได้เป็นเว็บเพจ

ข้อมูลจาก https://www.medgadget.com