32.7 C
Bangkok
หน้าแรก Immunology ทำไมเราเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จากแต่ละบริษัทไม่ได้?

ทำไมเราเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จากแต่ละบริษัทไม่ได้?

ทำไมคุณไม่สามารถเปรียบเทียบวัคซีน Covid-19 ได้

เป็นบทความที่รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากหลายแหล่งข้อมูล ในวิดีโอข้างต้นสรุปได้ค่อนข้างง่ายและชัดเจนสามารถดูจากวิดีโอก็ได้
____

ในสหรัฐอเมริกาวัคซีนโควิด-19 สองตัวแรกที่พร้อมใช้งานคือวัคซีนจาก Pfizer / BioNTech และ Moderna วัคซีนทั้งสองชนิดมี “อัตราประสิทธิภาพ”(efficacy rate) สูงมากประมาณ 95% แต่วัคซีนตัวที่สามที่นำมาใช้ในสหรัฐอเมริกาจาก Johnson & Johnson มีอัตราประสิทธิภาพต่ำกว่ามากเพียง 66% ทำให้ผู้ว่าการบางรัฐเลือกที่จะปฎิเสธการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าสองวัคซีนแรก

ในสถานการณ์การระบาดในปัจจุบันที่ตัวเลขยังสูงมากๆ ตัวเลขอัตราประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญจริง ๆ หรือไม่? และเราเข้าใจตัวเลขที่ได้จากการทดสอบนี้หรือไม่?

สรุปอัตราประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 พอสังเขป (26 มีนาคม 2021)

Pfizer / BioNTech 94%
Moderna 95%
Johnson & Johnson 66%
Astra Zeneca 70% (วัคซีนที่ไทยนำเข้ามาฉีด)
Sinovac 50.38%-91.25% ขึ้นอยู่กับพื้นที่ทดสอบ (วัคซีนที่ไทยนำเข้ามาฉีด)
Sputnik V 91.4%
Novavax 89.3%

เมื่อดูตัวเลขเหล่านี้เปรียบเทียบกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะสรุปได้ว่าบางอันดีกว่าและบางอันแย่กว่ามาก จึงมีการตั้งคำถามว่าทำไมต้องใช้ตัวประสิทธิภาพ 50% ในเมื่อ 95% สูงกว่า? แต่เดี๋ยวก่อน! นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการทำความเข้าใจอัตราประสิทธิภาพของวัคซีนหรือแม้แต่ทำความเข้าใจว่าวัคซีนทำงานยังไง และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่าหากคุณต้องการทราบว่าวัคซีนชนิดใดเป็นวัคซีนที่ดีที่สุด ตัวเลขประสิทธิภาพไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่สุด

วัคซีนชนิดใดเป็นวัคซีนที่ดีที่สุด ตัวเลขประสิทธิภาพไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่สุด

เรามาทำความเข้าใจเป็นลำดับดังนี้

  • อัตราประสิทธิภาพของวัคซีนคำนวณจากการแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้วัคซีนหลอก อีกกลุ่มได้วัคซีนจริง เมื่อผ่านไปมีผู้ติดเชื้อไรวัสโควิด-19 จะถูกแยกว่าเป็นกลุ่มที่ได้วัคซีนหลอกหรือวัคซีนจริง จากนั้นจึงคำนวณประสิทธิภาพของวัคซีนจากกลุ่มตัวอย่าง
  • ยกตัวอย่างกรณีของ Pfizer/BioNTech ทดสอบกับคนประมาณ 43,000 คน เมื่อเวลาผ่านไป พบว่ามีคนติดไวรัสโควิด-19 170 คน จากนั้นกลับไปดูประวัติว่าใครได้รับการฉีดวัคซีนแบบไหนไป
    มาดูวิธีคำนวณจากจำนวณคนติดเชื้อไวรัสทั้งหมดเปรียบเทียบกัน
    ถ้าเทียบจำนวนคนที่ติดไวรัสและได้วัคซีนหลอกต่อคนที่ได้วัคซีนจริง ตามตัวเลขดังนี้
    85:85 = ประสิทธิภาพ 50% คือ คนติดเชื้อไวรัสเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกและจริงเท่าๆกัน
    170:0 = ประสิทธิภาพ 100% คือ คนติดเชื้อไวรัสเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกทั้งหมด หรือคนได้วัคซีนจริงไม่มีใครติดเลย
    0:170 = ประสิทธิภาพ 0% คือ คนติดเชื้อไวรัสเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงทั้งหมด
    162:8 = ประสิทธิภาพ 95% นี้คือตัวเลขที่วัคซีน Pfizer/BioNTech ทำได้ในการทดสอบ
    วิธีคำนวณเป็นสมการง่ายๆ ดังนี้
  • ความหมายของอัตราประสิทธิภาพจึงไม่ได้หมายความว่า ในจำนวนคนที่ฉีดวัคซีน 100 คน จะมีคนติดเชื้อไวรัส 5 คน แต่ความหมายคือ คนที่ได้วัคซีนมีโอกาสน้อยกว่าคนที่ไม่ได้วัคซีน 95% ที่จะติดเชื้อไวรัสเมื่อมีการสัมผัสเชื้อไวรัสในแต่ละครั้ง
  • ทุกวัคซีนทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้วิธีการเดียวกัน แต่อยู่ในคนละสถานการณ์ วัคซีน Pfizer/BioNTech และ Moderna ทดสอบในช่วงที่มีการระบาดน้อยกว่า โอกาสที่คนจะสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มทดสอบไม่สูงมาก แต่วัคซีนจากบริษัทอื่นๆ เช่น Johnson & Johnson ทดสอบในช่วงที่การระบาดสูงกว่ามาก โอกาสที่คนจะสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มทดสอบจึงมีสูงกว่าเช่นกัน และยังมีการทดสอบในหลายประเทศร่วมด้วย นอกจากนี้ในบางประเทศยังพบเชื้อไวรัสที่กลายพันธ์ร่วมอยู่ด้วย
  • ดังนั้นถ้าต้องการวัดประสิทธิภาพของวัคซีนจริง ต้องทำการทดสอบในสถานการณ์เดียวกัน จำนวนประชากร เวลาเดียวกัน ร่วมทั้งปัจจัยควบคุมอื่น ๆ
  • ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าถ้านำวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna ที่มีตัวเลขสูงมากมาทดสอบอีกครั้ง มีโอกาสสูงที่จะได้เห็นตัวเลขที่แตกต่างจากการทดสอบครั้งแรก ตัวเลขของประสิทธิภาพจึงบอกแค่ผลการทดสอบ ณ ช่วงของการทดสอบนั้นเท่านั้น ไม่ได้บอกประสิทธิภาพความเป็นจริงของวัคซีน
  • นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจำนวณมากต่างออกมาโต้แย้งการนำตัวเลขของประสิทธิภาพของการทดสอบ มาใช้ในการตัดสินใจเลือกใช้วัคซีน เพราะการป้องกันการติดเชื้อไวรัสไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญของการพิจารณาว่าประชาชนต้องได้รับวัคซีนหรือไม่
  • จุดประสงค์สำคัญสูงสุดของการฉีดวัคซีนคือ ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้การติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่คือการลดความสามารถของเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง ลดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส
  • ถ้าประเมินตามจุดประสงค์ของการได้รับวัคซีนคือ การป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต พบว่า วัคซีนที่มีในปัจจุบันจากทุกบริษัททำได้ดีทั้งหมด หมายถึงแม้ว่าคนที่ได้รับวัคซีนจะติดเชื้อไวรัสแต่ก็จะมีอาการเป็นไข้เพียงเล็กน้อย ไม่ถึงระดับที่ต้องเข้ารับการรักษาพิเศษในโรงพยาบาล เช่น อาการหายใจมีปัญหาจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • จากการทดสอบวัคซีนจากทุกบริษัทในปัจจุบัน ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงและติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่มีรายงานคนป่วยรุนแรง ไม่มีเคสเสียชีวิต หรือต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยพิเศษ
  • ส่วนที่สำคัญคือ ทุกวัคซีน มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการเสียชีวิต
วัคซีนควรป้องกันอาการรุนแรง และการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสได้

ทุกวัคซีน มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการเสียชีวิต

ดังนั้น วัคซีนโควิด-19 เท่าที่มีการทดสอบและรายงาน มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรง ป้องกันการเสียชีวิต และป้องกันการแพร่ระบาดได้ ตัวเลขการเปรียบเทียบอัตราประสิทธิภาพของวัคซีนที่แตกต่างกัน เป็นเพียงผลทดสอบ ณ ช่วงเวลานั้นๆ เพียงเท่านั้น ไม่ควรให้ความสำคัญมากจนเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญควรเป็นการให้ประชาชนได้รับวัคซีนให้ทั่วถึงและรวดเร็วมากที่สุด เพื่อลดผลกระทบในแง่ของสุขภาพและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อ้างอิง

https://www.hfocus.org/content/2021/02/21115
https://www.vox.com/22311625/covid-19-vaccine-efficacy-johnson-moderna-pfizer
https://www.vox.com/22273502/covid-vaccines-pfizer-moderna-johnson-astrazeneca-efficacy-deaths
https://www.biospace.com/article/comparing-covid-19-vaccines-pfizer-biontech-moderna-astrazeneca-oxford-j-and-j-russia-s-sputnik-v/

sarapukhttp://www.amphur.in.th
คนที่อยากเห็น Biomedical Engineering ของประเทศไทย พัฒนาก้าวไกล

Stay Connected

16,985แฟนคลับชอบ
2,458ผู้ติดตามติดตาม

Press release

Advertorial

Related News

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.