Drug Delivery System คืออะไร: หลักการทำงาน ประเภท การประเมินประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีปัจจุบัน

, , 1 Comment

ยาที่ออกฤทธิ์ได้ดีในหลอดทดลองอาจรักษาโรคได้ไม่ดีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย เพราะก่อนจะถึงตำแหน่งออกฤทธิ์ ยาต้องผ่านขั้นตอนการละลาย การดูดซึม การกระจายตัว และการกำจัด บางชนิดถูกทำลายก่อนถึงเป้าหมาย ขณะที่บางชนิดกระจายไปยังเนื้อเยื่ออื่นจนเกิดผลข้างเคียง การพัฒนายาจึงต้องพิจารณาทั้งตัวโมเลกุลและวิธีนำส่งไปพร้อมกัน [1]

ระบบนำส่งยา (Drug Delivery System; DDS) คือการออกแบบตำรับ วัสดุตัวพา หรืออุปกรณ์ เพื่อช่วยนำสารออกฤทธิ์เข้าสู่ร่างกายและควบคุมการปลดปล่อยหรือการกระจายตัวตามเป้าหมายการรักษา เป้าหมายอาจเป็นการรักษาระดับยาให้นานขึ้น ปกป้องยาจากการเสื่อมสลาย หรือเพิ่มการเข้าถึงอวัยวะและเซลล์ที่ต้องการ ระบบหนึ่งอาจทำได้หลายหน้าที่ แต่ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด [1], [2]

คำว่า “นำส่งแบบมุ่งเป้า” ไม่ได้หมายความว่ายาจะไปถึงเฉพาะตำแหน่งเป้าหมายและไม่กระทบส่วนอื่นเลย ประสิทธิภาพและความปลอดภัยยังขึ้นกับยา ตัวพา เส้นทางการให้ยา และสภาวะของผู้ป่วย การลดผลข้างเคียงจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่คุณสมบัติที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเพิ่มตัวพา [1]

องค์ประกอบของระบบนำส่งยา

การออกแบบเริ่มจาก สารที่ต้องนำส่ง (cargo) ซึ่งอาจเป็นยาขนาดโมเลกุลเล็ก โปรตีน เปปไทด์ หรือกรดนิวคลีอิก แต่ละกลุ่มมีความสามารถละลาย ความคงตัว และตำแหน่งออกฤทธิ์ต่างกัน จากนั้นจึงเลือกตำรับหรือตัวพาและเส้นทางให้ยาให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ยาที่ต้องออกฤทธิ์ในไซโทซอลของเซลล์ต้องแก้โจทย์การผ่านเยื่อหุ้มและการปล่อยสารภายในเซลล์เพิ่มจากโจทย์การเข้าถึงอวัยวะ [3]

ระบบอาจมี วัสดุควบคุมการปลดปล่อย เช่น พอลิเมอร์หรือไฮโดรเจล และอาจเพิ่ม องค์ประกอบช่วยมุ่งเป้า เช่น ลิแกนด์ที่จับกับตัวรับบนเซลล์ อย่างไรก็ตาม ระบบนำส่งไม่จำเป็นต้องเป็นอนุภาคนาโนเสมอไป ยาเม็ดที่ออกแบบให้ปลดปล่อยนาน แผ่นแปะ และอุปกรณ์ฝังสำหรับจ่ายยาก็อยู่ในขอบเขตนี้ ความเหมาะสมต้องพิจารณาจากหน้าที่ที่ต้องการ ไม่ใช่ความซับซ้อนของวัสดุ [2], [3]

แผนผังสามส่วนแสดงตำรับและเส้นทางให้ยา เมทริกซ์ควบคุมการปลดปล่อย และตัวพานำยาไปยังเนื้อเยื่อ
ภาพที่ 1 แนวคิดของระบบนำส่งยา: (a) การเลือกตำรับและเส้นทางให้ยาให้เหมาะกับอุปสรรคทางชีวภาพ (b) การใช้เมทริกซ์หรือแหล่งสะสมยาควบคุมการปลดปล่อยตามเวลา และ (c) การใช้ตัวพาช่วยเปลี่ยนการขนส่งและการกระจายไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย จุดสีส้มแทนสารที่บรรทุกในระบบ (อ้างอิง [1], [3])

ควบคุมเวลาและควบคุมตำแหน่งเป็นคนละโจทย์

การปลดปล่อยแบบทันที (immediate release) ทำให้ยาพร้อมถูกดูดซึมค่อนข้างเร็วหลังตำรับแตกตัวหรือยาละลาย ส่วน การปลดปล่อยแบบยืดเวลา (extended หรือ sustained release) ออกแบบให้ยาทยอยออกจากระบบเพื่อลดความถี่ในการให้ยา การปลดปล่อยแบบหน่วงเวลา (delayed release) อาจเริ่มหลังผ่านช่วงเวลาหนึ่งหรือเมื่อถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงไม่ใช่คำเดียวกับการยืดระยะเวลาปลดปล่อย [3]

การปลดปล่อยแบบควบคุม (controlled release) เน้นการกำหนดรูปแบบการปล่อยให้สอดคล้องกับการใช้งาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกระบบปล่อยยาในอัตราคงที่ หรือรักษาความเข้มข้นในเลือดให้เป็นเส้นราบได้ ระดับยาในเลือดเป็นผลร่วมของการปลดปล่อย การดูดซึม การกระจาย และการกำจัด แม้ตำรับปล่อยยาสม่ำเสมอ ผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีระดับยาแตกต่างกัน [2], [3]

ส่วนการควบคุมตำแหน่งมุ่งเปลี่ยนว่ามียาเข้าถึงบริเวณใดมากน้อยเพียงใด ระบบอาจปล่อยยานานแต่กระจายทั่วร่างกาย หรือให้ยาเฉพาะบริเวณแต่ปล่อยอย่างรวดเร็วก็ได้ แผ่นแปะบางชนิดมีเป้าหมายให้ยาผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด จึงไม่ควรสรุปว่าแผ่นแปะทุกชนิดเป็นการรักษาเฉพาะที่ [3]

ระบบควบคุมการปลดปล่อยทำงานอย่างไร

การแพร่ (diffusion) เกิดเมื่อโมเลกุลยาเคลื่อนออกผ่านเมทริกซ์หรือเยื่อควบคุม อัตราการขนส่งขึ้นกับขนาดและสมบัติของยา โครงสร้างวัสดุ ระยะทางการแพร่ และสภาวะรอบระบบ ในไฮโดรเจล ขนาดช่องตาข่ายเมื่อเทียบกับขนาดโมเลกุลยามีผลต่อการเคลื่อนที่ การพองตัวจากการรับน้ำอาจเปลี่ยนช่องตาข่ายและทำให้รูปแบบการปล่อยเปลี่ยนตามเวลา [4]

การเสื่อมสลายและการกร่อนของวัสดุ (degradation and erosion) ทำให้โครงสร้างที่กักยาเปลี่ยนไป พันธะอาจแตกจากปฏิกิริยาเคมีหรือเอนไซม์ ขณะที่การสูญเสียเนื้อวัสดุเปิดทางให้ยาออกมาได้ง่ายขึ้น การแตกของสายพอลิเมอร์กับการสูญเสียมวลวัสดุเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และอาจเกิดร่วมกับการแพร่ [4]

ระบบตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น (stimuli-responsive system) ใช้การเปลี่ยนสมบัติของวัสดุเมื่อพบเงื่อนไข เช่น pH หรือเอนไซม์ เพื่อเปลี่ยนการกักและปล่อยยา จุดสำคัญคือสัญญาณดังกล่าวต้องแตกต่างพอระหว่างบริเวณเป้าหมายกับบริเวณอื่น การตอบสนองในสารละลายที่เตรียมไว้จึงยังไม่รับประกันว่าจะปล่อยยาอย่างจำเพาะในร่างกาย [4], [5]

แผนผังสามส่วนแสดงการแพร่ผ่านเมทริกซ์ การเสื่อมสลายและกร่อนของวัสดุ และการปล่อยยาที่ตอบสนองต่อ pH
ภาพที่ 2 กลไกปลดปล่อยยา: (a) การแพร่ผ่านโครงข่ายวัสดุ (b) การแตกของพันธะและการกร่อนของเมทริกซ์ที่เปิดทางให้ยาออก และ (c) การเปลี่ยนสภาพตัวพาเมื่อพบสิ่งกระตุ้น โดยใช้ pH เป็นตัวอย่าง ลูกศรแสดงลำดับกระบวนการและการเคลื่อนออกของยา (อ้างอิง [2], [4], [5])

ตัวพาแต่ละชนิดแก้ปัญหาต่างกัน

ลิโพโซม (liposome) เป็นถุงที่มีเยื่อไขมันสองชั้นล้อมพื้นที่น้ำ ยาที่ชอบน้ำมักกักอยู่ในส่วนที่เป็นน้ำ ส่วนยาที่ชอบไขมันอาจแทรกในเยื่อไขมัน การเปลี่ยนองค์ประกอบของเยื่อหรือการดัดแปลงผิวมีผลต่อความคงตัว การรั่วของยา และพฤติกรรมในร่างกาย จึงต้องประเมินตำรับเป็นระบบทั้งชุด [6]

อนุภาคพอลิเมอร์และไฮโดรเจล ใช้โครงสร้างของวัสดุช่วยกักยา ควบคุมการแพร่ หรือสร้างแหล่งสะสมยา (depot) สำหรับทยอยปลดปล่อย ไฮโดรเจลอาจเป็นชิ้นวัสดุขนาดใหญ่หรือเป็นอนุภาคขนาดเล็กก็ได้ การเลือกวัสดุต้องคำนึงถึงการคงสภาพของยาและผลของผลิตภัณฑ์จากการสลายตัว [4]

อนุภาคไขมันระดับนาโน (lipid nanoparticle; LNP) เป็นกลุ่มตัวพาที่ใช้กับกรดนิวคลีอิก เช่น siRNA และ mRNA โครงสร้างภายในไม่จำเป็นต้องเป็นถุงน้ำที่มีเยื่อสองชั้นเหมือนลิโพโซมแบบดั้งเดิม หน้าที่สำคัญคือช่วยปกป้อง RNA และสนับสนุนการนำส่งภายในเซลล์ โดยความสำเร็จยังขึ้นกับการออกจากเอนโดโซมและการคงกิจกรรมของ RNA [7]

การแบ่งชนิดตัวพา เส้นทางให้ยา และกลไกปลดปล่อยเป็นคนละมิติ ตัวพาชนิดเดียวอาจออกแบบให้ปล่อยยาต่างรูปแบบ และการฉีดตำรับหนึ่งเข้าเส้นเลือดไม่ได้ทำให้ตำรับนั้นเป็นระบบมุ่งเป้าโดยอัตโนมัติ ในทางวิศวกรรมจึงควรถามว่า “ระบบแก้อุปสรรคใดได้ และต้องแลกกับข้อจำกัดอะไร” มากกว่าถามเพียงว่าตัวพามีขนาดเล็กเพียงใด [8]

การนำส่งแบบมุ่งเป้าต้องผ่านอุปสรรคหลายระดับ

การนำส่งเฉพาะบริเวณ (local delivery) ใช้เส้นทางให้ยาหรือตำแหน่งวางระบบช่วยเพิ่มยาใกล้จุดรักษา เช่น การให้ยาในข้อต่อหรือวางแหล่งสะสมยาใกล้เนื้อเยื่อเป้าหมาย แต่ยังอาจมียาแพร่หรือถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ จึงไม่เท่ากับการแยกยาออกจากร่างกายส่วนอื่นทั้งหมด [1]

การมุ่งเป้าแบบอาศัยพฤติกรรมการกระจายตัว (passive targeting) ใช้คุณสมบัติของตัวพาร่วมกับสภาพเนื้อเยื่อ ตัวอย่างที่มักกล่าวถึงในมะเร็งคือ enhanced permeability and retention (EPR) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการคงอยู่ของสารในเนื้องอก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของหลอดเลือด เนื้อเยื่อรอบเซลล์ และชนิดเนื้องอกทำให้ผลไม่สม่ำเสมอ จึงไม่ควรถือว่าอนุภาคนาโนทุกชนิดจะสะสมในก้อนมะเร็งได้ดีเหมือนกัน [5], [8]

การมุ่งเป้าแบบอาศัยการจับจำเพาะ (active targeting) เพิ่มลิแกนด์บนตัวพาเพื่อจับตัวรับหรือโมเลกุลที่สนใจ การจับอาจช่วยการยึดเกาะและการนำเข้าเซลล์ แต่ตัวพาต้องเข้าถึงบริเวณนั้นก่อน และตัวรับอาจพบในเซลล์ปกติด้วย การจับตัวรับได้ดีในจานเพาะเลี้ยงจึงยังไม่พิสูจน์ว่ายาจะไปถึงอวัยวะนั้นมากขึ้นหรือรักษาได้ดีขึ้นในผู้ป่วย [5]

เมื่อเข้าสู่เลือด ตัวพาต้องเผชิญโปรตีนและกลไกกำจัดของร่างกาย หลังเข้าถึงเนื้อเยื่อก็ยังต้องผ่านสภาพแวดล้อมรอบเซลล์ สำหรับ RNA การเข้าเซลล์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะ RNA ที่ติดอยู่ในเอนโดโซมอาจไม่เข้าถึงไซโทซอลซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงาน การออกแบบจึงต้องเชื่อมการกระจายตัว การนำเข้าเซลล์ และ การหลุดออกจากเอนโดโซม (endosomal escape) เข้าด้วยกัน [8], [7]

แผนผังสามส่วนแสดงตัวพาในเลือด การจับตัวรับและเข้าเซลล์ และการปล่อย RNA จากเอนโดโซมเข้าสู่ไซโทซอล
ภาพที่ 3 อุปสรรคของการนำส่งภายในเซลล์: (a) การขนส่งในเลือดซึ่งได้รับอิทธิพลจากโปรตีนและการกำจัดของร่างกาย (b) ตัวอย่างลิแกนด์บนตัวพาที่ช่วยจับตัวรับและนำเข้าเซลล์ และ (c) ตัวอย่าง RNA ที่ต้องหลุดออกจากเอนโดโซมเข้าสู่ไซโทซอลก่อนเกิดผลทางชีวภาพ วงล้อมขนาดใหญ่ใน (b) และ (c) แสดงขอบเขตเซลล์ (อ้างอิง [5], [8], [7])

จะประเมินประสิทธิภาพของระบบนำส่งยาอย่างไร

การรายงานว่า “บรรจุยาได้มาก” หรือ “เซลล์รับอนุภาคเข้าไปมาก” ยังไม่เพียงพอ ต้องเชื่อมคุณสมบัติของตำรับกับการออกฤทธิ์และความปลอดภัย โดยเลือกวิธีวัดให้ตรงกับข้ออ้างของระบบ [6], [8]

  • คุณภาพตำรับ: ตรวจปริมาณยา รูปร่างและการกระจายขนาดของอนุภาค ความคงตัว และยาที่อยู่นอกตัวพา สำหรับตำรับลิโพโซม ประสิทธิภาพการกักยาเปรียบเทียบยาที่อยู่ในลิโพโซมกับยารวม ส่วนการบรรทุกยาอาจรายงานเป็นอัตราส่วนยาต่อไขมัน จึงต้องระบุตัวหารให้ชัดเมื่อเปรียบเทียบสูตร [6]
  • การปลดปล่อย: วัดปริมาณยาที่ออกตามเวลาในสภาวะที่กำหนด และตรวจว่ามีการปล่อยเร็วช่วงแรก (burst release) หรือการปล่อยจำนวนมากผิดจากที่ออกแบบไว้หรือไม่ ผลในหลอดทดลองต้องพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขทดสอบก่อนเชื่อมโยงกับการใช้งานจริง [2], [4]
  • เภสัชจลนศาสตร์และการกระจายตัว: ตรวจระดับยาตามเวลาและอวัยวะที่ยาเข้าถึง สำหรับตัวพาที่กักยา ต้องแยกความหมายของยารวม ยาที่ยังอยู่ในตัวพา และยาที่เป็นอิสระ ระดับยารวมในเลือดสูงไม่ได้รับประกันว่ามียาที่พร้อมออกฤทธิ์ในตำแหน่งเป้าหมายมากขึ้น [6]
  • หน้าที่ทางชีวภาพ: เลือกผลลัพธ์ตรงกับกลไกยา เช่น การลดโปรตีนเป้าหมายสำหรับ siRNA หรือการสร้างโปรตีนสำหรับ mRNA การเห็นสัญญาณเรืองแสงจากตัวพาเพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงว่า RNA ยังสมบูรณ์และทำหน้าที่ได้ [7]
  • ความปลอดภัยและการผลิต: ประเมินผลจากทั้งยาและตัวพา การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ความคงตัวระหว่างเก็บ และความสม่ำเสมอระหว่างรุ่นผลิต ตำรับฉีดต้องควบคุมความปราศจากเชื้อและสารก่อไข้ตามความเหมาะสม การเปลี่ยนสูตรหรือกระบวนการผลิตอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของตำรับได้ [6], [8]

การทดลองควรมีตัวเปรียบเทียบที่ตอบคำถามได้ เช่น ยาที่ไม่มีตัวพา ตัวพาเปล่า และตำรับมาตรฐาน โดยอธิบายขนาดยา เส้นทางให้ยา และเวลาเก็บตัวอย่างให้ครบ การออกฤทธิ์ดีในเซลล์หรือสัตว์ทดลองเป็นหลักฐานคนละระดับกับประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย และระบบที่ซับซ้อนขึ้นควรแสดงประโยชน์ที่คุ้มกับภาระการผลิตและการใช้งาน [8], [7]

ตัวอย่างที่มีการใช้ทางคลินิก

Doxorubicin ในลิโพโซม เป็นตัวอย่างที่แสดงว่าการเปลี่ยนตำรับนำส่งทำให้ต้องพิจารณายาเป็นผลิตภัณฑ์คนละระบบกับยาที่ไม่มีตัวพา ฉลากสหรัฐฯ ของ DOXIL ระบุข้อบ่งใช้ในมะเร็งบางชนิดตามเงื่อนไขที่กำหนด และเตือนไม่ให้ใช้แทนผลิตภัณฑ์ doxorubicin อื่นโดยตรง ตำรับยังมีความเสี่ยง เช่น พิษต่อหัวใจและปฏิกิริยาจากการให้ยาทางหลอดเลือด จึงไม่ควรอธิบายว่าลิโพโซมทำให้ยาปราศจากผลข้างเคียง [9]

Patisiran (Onpattro) ใช้ LNP นำส่ง siRNA ไปยังเซลล์ตับเพื่อลดการสร้างโปรตีน transthyretin (TTR) ตัวอย่างนี้น่าสนใจเพราะตำแหน่งที่ยาต้องเข้าไปออกฤทธิ์คือตับ แม้โรคจะทำให้เกิดอาการในระบบประสาทและอวัยวะอื่น เอกสารกำกับยา EMA ฉบับปรับปรุงเดือนกันยายน 2026 ระบุข้อบ่งใช้สำหรับผู้ใหญ่ที่มี hereditary transthyretin-mediated amyloidosis ร่วมกับ polyneuropathy ระยะ 1 หรือ 2 [10]

การศึกษาหลักที่ระบุในเอกสารดังกล่าวเป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย มีกลุ่มยาหลอก ในผู้ป่วย 225 คน และประเมินผลตลอด 18 เดือน โดยพบประโยชน์ต่อคะแนนความบกพร่องของเส้นประสาทเมื่อเทียบกับยาหลอก ขณะเดียวกันยังต้องให้ยาก่อนเริ่ม infusion เพื่อลดความเสี่ยงปฏิกิริยาจากการให้ยา และติดตามผลด้านวิตามินเอ ข้อมูลนี้แสดงทั้งประโยชน์และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์หนึ่ง ไม่ใช่หลักฐานว่า LNP ทุกสูตรมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเท่ากัน [10]

ข้อบ่งใช้และเงื่อนไขจาก FDA หรือ EMA ใช้ในเขตอำนาจของหน่วยงานนั้น การอนุมัติในสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรปจึงไม่ยืนยันสถานะทะเบียนหรือการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ซึ่งต้องตรวจแยกเป็นรายผลิตภัณฑ์ [9], [10]

เทคโนโลยีปัจจุบันกำลังพัฒนาไปทางใด

โจทย์สำคัญของการนำส่ง RNA คือการเพิ่มทางเลือกสำหรับอวัยวะนอกตับ งาน Selective Organ Targeting (SORT) ของ Cheng และคณะในปี 2020 แสดงในหนูทดลองว่าการเติมองค์ประกอบบางชนิดลงใน LNP สามารถเปลี่ยนรูปแบบการนำส่ง RNA ไปยังตับ ปอด หรือม้ามได้ ผลนี้เชื่อมองค์ประกอบตำรับกับหน้าที่ภายในอวัยวะ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าระบบเดียวกันรักษาโรคได้อย่างปลอดภัยในคน [11]

ในปี 2026 Wang และคณะรายงานแพลตฟอร์ม อนุภาคลูกผสมพอลิเมอร์–ไขมัน ที่ผสานการออกแบบพอลิเมอร์กับองค์ประกอบไขมัน เพื่อปรับการกัก RNA และการนำส่งแบบเลือกอวัยวะ งานนี้สะท้อนการพัฒนาจากการเลือก “ตัวพาหนึ่งชนิด” ไปสู่การปรับองค์ประกอบร่วมกันให้เหมาะกับ cargo และเป้าหมาย การแปลผลสู่การรักษายังต้องอาศัยข้อมูลความปลอดภัย การผลิต และการทดลองในมนุษย์ จึงควรพิจารณาเป็นแพลตฟอร์มวิจัย ไม่ใช่การรักษาที่ใช้ทั่วไปแล้ว [12]

อีกด้านหนึ่งคือการปรับวัสดุให้ปล่อยยาเมื่อพบสภาพแวดล้อมที่ต้องการ และการออกแบบระบบให้ใช้งานสะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ลดขั้นตอนการให้ยาได้ในห้องทดลองยังต้องพิสูจน์ว่าทำงานสม่ำเสมอเมื่อผู้ป่วยและสภาวะใช้งานแตกต่างกัน การกำหนดเป้าหมายทางคลินิกให้ชัดตั้งแต่เริ่มต้นจึงช่วยเลือกทั้งวิธีนำส่งและวิธีประเมินที่มีความหมาย [3], [4]

ระบบนำส่งยาจึงเป็นการเชื่อมความรู้ด้านเภสัชศาสตร์ วัสดุศาสตร์ ชีววิทยา และวิศวกรรม เพื่อแก้ปัญหาว่า จะทำให้ยาที่เหมาะสมเข้าถึงตำแหน่งออกฤทธิ์ ในเวลาและปริมาณที่เหมาะสมได้อย่างไร คุณภาพของระบบไม่ได้ตัดสินจากการมีอนุภาคนาโนหรือการใช้วัสดุใหม่เพียงอย่างเดียว แต่จากหลักฐานว่าช่วยให้การรักษาได้ผล ปลอดภัย และใช้งานได้จริงเพียงใด [3]

เรียบเรียงและตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 14 ตุลาคม 2026

เอกสารอ้างอิง

  1. National Institute of Biomedical Imaging and Bioengineering. Drug Delivery Systems Fact Sheet [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health; 2019 Dec [cited 2026 Oct 14]. Available from: NIBIB Drug Delivery Systems Fact Sheet.
  2. Langer R. New methods of drug delivery. Science. 1990;249(4976):1527–1533. doi:10.1126/science.2218494.
  3. Vargason AM, Anselmo AC, Mitragotri S. The evolution of commercial drug delivery technologies. Nat Biomed Eng. 2021;5:951–967. doi:10.1038/s41551-021-00698-w.
  4. Li J, Mooney DJ. Designing hydrogels for controlled drug delivery. Nat Rev Mater. 2016;1:16071. doi:10.1038/natrevmats.2016.71.
  5. Manzari MT, Shamay Y, Kiguchi H, Rosen N, Scaltriti M, Heller DA. Targeted drug delivery strategies for precision medicines. Nat Rev Mater. 2021;6:351–370. doi:10.1038/s41578-020-00269-6.
  6. U.S. Food and Drug Administration. Liposome drug products: chemistry, manufacturing, and controls; human pharmacokinetics and bioavailability; and labeling documentation: guidance for industry [Internet]. Silver Spring (MD): U.S. Food and Drug Administration; 2018 Apr [cited 2026 Oct 14]. Available from: FDA Liposome Drug Products.
  7. Paunovska K, Loughrey D, Dahlman JE. Drug delivery systems for RNA therapeutics. Nat Rev Genet. 2022;23:265–280. doi:10.1038/s41576-021-00439-4.
  8. Mitchell MJ, Billingsley MM, Haley RM, Wechsler ME, Peppas NA, Langer R. Engineering precision nanoparticles for drug delivery. Nat Rev Drug Discov. 2021;20:101–124. doi:10.1038/s41573-020-0090-8.
  9. U.S. Food and Drug Administration. DOXIL (liposomal) (doxorubicin hydrochloride): prescribing information [Internet]. Silver Spring (MD): U.S. Food and Drug Administration; 2022 [cited 2026 Oct 14]. Available from: DOXIL prescribing information.
  10. European Medicines Agency. Onpattro: EPAR product information [Internet]. Amsterdam: European Medicines Agency; 2026 Sep 21 [cited 2026 Oct 14]. Available from: Onpattro product information.
  11. Cheng Q, Wei T, Farbiak L, Johnson LT, Dilliard SA, Siegwart DJ. Selective organ targeting (SORT) nanoparticles for tissue-specific mRNA delivery and CRISPR–Cas gene editing. Nat Nanotechnol. 2020;15:313–320. doi:10.1038/s41565-020-0669-6.
  12. Wang X, Tian Z, Pacheco Benitez A, Bian X, Vaidya A, Guerrero E, et al. Tunable polymers for polymer–lipid hybrid nanoparticles facilitate controlled organ-selective RNA delivery. Nat Chem Eng. 2026;3:443–459. doi:10.1038/s44286-026-00425-9.

One Response

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.