ลิโพโซมจากไขมันไม่อิ่มตัว ทำไมจึงปล่อยยาช้าลง?

, , Leave a comment

การทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้นเป็นโจทย์สำคัญของ ระบบนำส่งยา (Drug Delivery System) เพราะตัวพาต้องทั้งกักเก็บยาและทยอยปล่อยให้เหมาะกับการใช้งาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับจุลภาคจึงมีผลต่อพฤติกรรมของยา เช่นเดียวกับการเลือกสารออกฤทธิ์ [2]

งานของ Yuan Wang, Daniel S. Kohane และคณะจาก Boston Children’s Hospital และสถาบันร่วมวิจัย ซึ่งเผยแพร่ใน Nature Biomedical Engineering วันที่ 23 กันยายน 2026 พบว่า ลิโพโซมจากไขมันไม่อิ่มตัวบางสูตรสามารถกักเก็บยาที่ชอบน้ำได้มากขึ้นและปลดปล่อยได้ช้าลง แม้เยื่อไขมันจะมีความไหลลื่นเพิ่มขึ้น ผลนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของโครงสร้างภายในตัวพา [1]

ลิโพโซมกักยาไว้อย่างไร

ลิโพโซม (liposome) เป็นถุงที่ประกอบด้วยเยื่อไขมันสองชั้นล้อมบริเวณที่มีน้ำอยู่ภายใน จึงใช้กักยาที่ละลายในน้ำได้ การปลดปล่อยยาส่วนหนึ่งขึ้นกับการที่โมเลกุลยาผ่านออกจากโครงสร้างนี้ หากช่วงแรกยาหลุดออกมามากเกินไป หรือที่เรียกว่า burst release ก็อาจทำให้ควบคุมการนำส่งได้ยาก [1]

โดยทั่วไป ไขมันไม่อิ่มตัวทำให้เยื่อมีความไหลลื่นมากขึ้น จึงอาจคาดว่ายาจะผ่านออกได้ง่ายกว่า แต่การศึกษานี้แสดงว่า การมองคุณสมบัติของเยื่อเพียงชั้นเดียวอาจอธิบายการปล่อยยาได้ไม่ครบ [1]

เยื่อไหลลื่นขึ้น แต่ยาต้องผ่านหลายชั้น

ทีมวิจัยเปรียบเทียบฟอสโฟลิพิดที่มีความยาวสายคาร์บอนเท่ากัน แต่มีจำนวนพันธะคู่ต่างกัน โดยสูตรที่ใช้ DOPC ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว มีโครงสร้างหลายชั้นและหลายช่องภายในเด่นกว่าสูตรไขมันอิ่มตัว DSPC ภาพกล้องจุลทรรศน์และการทดสอบโครงสร้างสนับสนุนคำอธิบายนี้ [1]

ภาพจาก Figure 3a เปรียบเทียบลิโพโซมแบบเยื่อสองชั้นหนึ่งชุด แบบหลายชั้น แบบหลายถุงย่อย และแบบผสมหลายชั้นกับหลายถุงย่อย
ภาพที่ 1 โครงสร้างลิโพโซมแบบ unilamellar, multilamellar (ML), multivesicular (MV) และแบบผสม ML/MV ภาพคัดเฉพาะแผง a จาก Figure 3 โดยคงโครงสร้างและป้ายกำกับเดิม (Wang et al., Nature Biomedical Engineering, 2026)

สำหรับยาที่ชอบน้ำ เยื่อไขมันเป็นอุปสรรคต่อการแพร่ การมีเยื่อหลายชั้นตามเส้นทางที่ยาต้องผ่านจึงอาจชะลอการออกจากตัวพาได้ แม้เยื่อแต่ละชั้นจะไหลลื่นขึ้นก็ตาม งานนี้จึงเสนอให้พิจารณา องค์ประกอบไขมันและสถาปัตยกรรมภายในลิโพโซมร่วมกัน [1]

ผลการปล่อยยา และการทดสอบในหนูแรต

เมื่อใช้เทโทรโดท็อกซิน (tetrodotoxin; TTX) เป็นสารทดสอบ สูตร DOPC มีประสิทธิภาพกักเก็บยา (encapsulation efficiency; EE) ประมาณ 72% เทียบกับ 23% ในสูตร DSPC ค่านี้หมายถึงสัดส่วนยาที่กักได้จากยาที่ใช้เตรียม ไม่ใช่สัดส่วนยาต่อน้ำหนักตำรับ ส่วนการปล่อยยาที่ 1 ชั่วโมงและการปล่อยสะสมที่ 7 วันในสารละลาย PBS ที่ 37 °C เหลือประมาณ 1/11 และ 1/4 ของสูตร DSPC ตามลำดับ เป็นผลเปรียบเทียบตำรับในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่อัตราการเพิ่มประสิทธิผลรักษาในคน [1]

สูตรสาธิตการให้ยาเฉพาะที่ในงานนี้เป็นลิโพโซมระดับไมโครเมตร ทีมวิจัยทดสอบต่อโดยฉีดลิโพโซมบรรจุ TTX รอบเส้นประสาทไซแอติกของหนูแรต ประเมินการรับความรู้สึกจากเวลาที่หนูตอบสนองต่อความร้อน และทดสอบการเคลื่อนไหวร่วมด้วย กลุ่มทดลองหลักมีหนู 4 ตัวต่อกลุ่ม [1]

ระยะบล็อกขึ้นกับขนาดยาและเกณฑ์วัด โดย D-50 วัดจนเวลาตอบสนองต่อความร้อนลดกลับถึง 7 วินาที ซึ่งเป็นค่ากึ่งกลางระหว่างค่าพื้นฐาน 2 วินาทีกับขีดสูงสุดของการทดสอบ 12 วินาที ส่วน D-tot วัดจนกลับถึงค่าพื้นฐาน 2 วินาที ทั้งสองเป็นนิยามจากการทดสอบพฤติกรรม ไม่ใช่ระดับยาในเลือด [1]

ตัวอย่างสูตร DOPC บรรจุ TTX ขนาด 260 ไมโครกรัมต่อหนูหนึ่งตัว ให้ D-50 เท่ากับ 13 ± 1 วัน และ D-tot เท่ากับ 18 ± 2 วัน โดยเป็นค่าเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากหนู 4 ตัว ตามตารางเสริมที่ 3 ข้อความ “2–3 สัปดาห์” จึงไม่หมายความว่าบล็อกได้เต็มระดับตลอดช่วงนั้น และยังไม่ใช่ผลการรักษาในคน [1]

Figure 4 แสดงการฉีดรอบเส้นประสาทไซแอติกในหนูแรต กราฟผลบล็อกตามเวลาและขนาดยา ผลที่ขาข้างไม่ฉีด เวลาเริ่มออกฤทธิ์ และความสัมพันธ์ระหว่างการบล็อกความรู้สึกกับการเคลื่อนไหว
ภาพที่ 2 ผลทดลองในหนูแรตจาก Figure 4: (a) แบบจำลองและเกณฑ์ D-50/D-tot; (b–c) การตอบสนองต่อความร้อนตามเวลา; (d) ระยะบล็อกตามขนาดยา; (e) ผลที่ขาข้างไม่ฉีด; (f) เวลาเริ่มออกฤทธิ์; (g) เปรียบเทียบ D-50 กับ D-tot; (h) ผลต่อความรู้สึกและการเคลื่อนไหว ข้อมูลผลทดลองในกราฟแสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กลุ่มละ 4 ตัว ขนาดยาและสูตรเปรียบเทียบแตกต่างกันตามป้ายกำกับ (Wang et al., Nature Biomedical Engineering, 2026)

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนนำไปใช้จริง

การบล็อกที่นานขึ้นต้องพิจารณาควบคู่กับการใช้งาน เพราะผลต่อการเคลื่อนไหวก็ยาวนานด้วย งานนี้ยังไม่แสดงการเลือกบล็อกเฉพาะความรู้สึกอย่างชัดเจน และบางสูตรเริ่มออกฤทธิ์ช้า นอกจากนี้ TTX เป็นสารที่มีช่วงระหว่างฤทธิ์ที่ต้องการกับความเป็นพิษแคบ จึงต้องควบคุมการปลดปล่อยอย่างรอบคอบ [1]

ผลด้านความปลอดภัยยังจำกัดอยู่ในแบบจำลองและขนาดตัวอย่างนี้ การพบการอักเสบเฉพาะที่ระยะแรก และผลชั่วคราวที่ขาข้างไม่ฉีดในหนูบางตัวเมื่อใช้ขนาดสูง ทำให้ไม่ควรตีความว่า “ไม่มีผลข้างเคียง” อีกทั้งผลชะลอการปล่อยยาไม่ได้เกิดกับยาทุกประเภท เช่น บูพิวาเคนซึ่งมีคุณสมบัติทั้งชอบน้ำและชอบไขมัน [1]

ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ยังต้องประเมินทั้งความปลอดภัย ประสิทธิผล และความสม่ำเสมอของตำรับ ระบบนำส่งที่เหมาะสมต้องตอบโจทย์สารออกฤทธิ์และการรักษาแต่ละแบบ หลักการนี้สอดคล้องกับกรอบของ NIBIB ที่ให้ความสำคัญทั้งเส้นทางให้ยาและตัวพา [2]

สำหรับผู้อ่านด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ งานนี้เป็นตัวอย่างของการเชื่อมองค์ประกอบวัสดุเข้ากับโครงสร้างและการทำงาน การเปลี่ยนชนิดไขมันอาจเปลี่ยนวิธีประกอบตัวของลิโพโซม ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางที่ยาต้องแพร่ผ่าน ส่วนคำถามว่าจะลดภาระการให้ยาหรือช่วยควบคุมปวดในผู้ป่วยได้เพียงใด ยังต้องอาศัยการศึกษาต่อไป

เรียบเรียงและตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 16 ตุลาคม 2026

เอกสารอ้างอิง

  1. Wang Y, Xue T, Torre M, Han Y, Shao R, Kohane DS. Ultra-slow release of hydrophilic drugs via multilamellar–multivesicular liposomes formed by unsaturated phospholipids. Nat Biomed Eng. Published online September 23, 2026. doi:10.1038/s41551-026-01793-6. เอกสารเสริม: Supplementary information (ตาราง 2–4 และ 6; ภาพเสริม 16).
  2. National Institute of Biomedical Imaging and Bioengineering. Drug Delivery Systems [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health; 2022 Jul [cited 2026 Oct 16]. Available from: NIBIB fact sheet.

เครดิตภาพ: ภาพต้นฉบับจาก Wang และคณะ [1] ภายใต้ CC BY 4.0 ภาพที่ 1 ครอปเฉพาะ Figure 3a; ภาพที่ 2 ใช้ Figure 4 ทั้งภาพ โดยไม่วาดกราฟหรือแก้ข้อมูล การครอปและคำบรรยายภาษาไทยจัดทำสำหรับบทความนี้

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.