หากต้องการทดสอบว่ายาชนิดหนึ่งทำให้เนื้อเยื่อปอดอักเสบหรือทำลายตับหรือไม่ การนำยาไปหยดบนเซลล์ในจานเพาะเลี้ยงอาจตอบคำถามได้เพียงบางส่วน เพราะในร่างกาย เซลล์อยู่ร่วมกับเซลล์ชนิดอื่น มีสารอาหารไหลผ่าน และได้รับแรงจากการเคลื่อนไหวของอวัยวะอยู่ตลอดเวลา สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีผลต่อการทำงานและการตอบสนองต่อยา [1, 2]
Organ-on-a-chip หรืออวัยวะบนชิป เป็นระบบเพาะเลี้ยงเซลล์มีชีวิตที่ออกแบบให้จำลองโครงสร้างและหน้าที่สำคัญบางส่วนของอวัยวะในสภาพแวดล้อมขนาดเล็กที่ควบคุมได้ แนวคิดนี้เชื่อม วิศวกรรมเนื้อเยื่อ เข้ากับการควบคุมของไหลและการตรวจวัด เพื่อศึกษาว่าเนื้อเยื่อตอบสนองต่อยา สารเคมี หรือสิ่งกระตุ้นอย่างไร [1, 2]
คำว่า “อวัยวะบนชิป” จึงไม่ได้หมายถึงการย่อปอดหรือตับทั้งอวัยวะให้เล็กลง แต่หมายถึงการเลือก หน่วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับคำถามวิจัย มาสร้างขึ้น เช่น รอยต่อระหว่างถุงลมกับหลอดเลือด หรือชั้นเยื่อบุลำไส้ที่ควบคุมการผ่านของสาร คุณค่าของชิปอยู่ที่มันตอบคำถามนั้นได้ดีเพียงใด มากกว่าความเหมือนของรูปร่างภายนอก [2, 3]
1. ชิปชนิดนี้ทำงานด้วยอะไร
ชิปในที่นี้เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีห้องเลี้ยงเซลล์และช่องทางของไหล บางแบบโปร่งใสจนส่องดูเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้ อาจมีเซนเซอร์หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ร่วมด้วย แต่ส่วนที่เลียนแบบการทำงานของอวัยวะคือเซลล์และสภาพแวดล้อมที่สร้างให้เซลล์เหล่านั้น [1, 2]
องค์ประกอบที่พบได้บ่อยมีดังนี้ โดยแต่ละแบบไม่จำเป็นต้องมีเหมือนกันทั้งหมด
- เซลล์ที่เหมาะกับหน้าที่เป้าหมาย เช่น เซลล์เยื่อบุถุงลม เซลล์เยื่อบุหลอดเลือด หรือเซลล์เยื่อบุลำไส้ อาจใช้เซลล์เพาะเลี้ยงต่อเนื่อง เซลล์จากผู้บริจาค หรือเซลล์ที่ขยายจาก organoid ตามโจทย์และข้อจำกัดของแบบจำลอง [2–4]
- พื้นผิว เมมเบรน หรือเมทริกซ์นอกเซลล์ ช่วยให้เซลล์ยึดเกาะและจัดตำแหน่งสัมพันธ์กัน ตัวอย่างเช่น การเพาะเซลล์เยื่อบุและเซลล์หลอดเลือดคนละด้านของเมมเบรนพรุน เพื่อสร้างรอยต่อระหว่างเนื้อเยื่อ [2, 4]
- ระบบไมโครฟลูอิดิกส์ (microfluidics) ควบคุมการไหลในช่องขนาดเล็ก เพื่อนำอาหารเลี้ยงเซลล์และสารทดสอบเข้าสู่ระบบ พร้อมเก็บของเหลวออกไปวิเคราะห์ การไหลยังสร้างแรงเฉือนที่ผิวเซลล์ด้วย [2, 3]
- สิ่งกระตุ้นทางกายภาพ เช่น การยืดเป็นจังหวะเพื่อเลียนแบบการหายใจหรือการเคลื่อนไหวของลำไส้ ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับอวัยวะ ไม่ใช่เพิ่มแรงทุกชนิดให้ทุกชิป [2, 3]
- วิธีอ่านผล เช่น ภาพเซลล์ การผ่านของสาร หรือสารที่เซลล์หลั่งออกมา ทำให้เชื่อมสิ่งที่เกิดขึ้นในชิปกับหน้าที่ของเนื้อเยื่อที่ต้องการศึกษาได้ [2, 4]
2. ตัวอย่างปอดบนชิป: สร้างรอยต่อและแรงจากการหายใจ
งานของ Huh และคณะที่ตีพิมพ์ใน Science ปี 2010 เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลักการนี้มาใช้ ผู้วิจัยสร้างช่องสองชั้นที่แยกด้วยเมมเบรนพรุนยืดหยุ่น ด้านหนึ่งมีเซลล์เยื่อบุถุงลมสัมผัสอากาศ อีกด้านมีเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดและของเหลวไหลผ่าน จึงศึกษาการตอบสนองที่เกิดจากเนื้อเยื่อสองฝั่งร่วมกันได้ [2]
โครงสร้างดังแสดงในภาพที่ 1a ช่วยแยกด้านอากาศออกจากด้านของเหลว ขณะที่การลดความดันในห้องด้านข้างทำให้ผนังยืดหยุ่นเคลื่อนออกและดึงเมมเบรนตามไปด้วย เกิดการยืดเป็นจังหวะเลียนแบบแรงที่เนื้อเยื่อได้รับขณะหายใจ ดังแสดงในภาพที่ 1b ห้องลดความดันทำหน้าที่ส่งแรง ไม่ใช่ทางให้อากาศไหลเข้าไปปะปนกับอาหารเลี้ยงเซลล์ [2]

ระบบนี้เปิดโอกาสให้ศึกษาความสมบูรณ์ของแนวกั้นเนื้อเยื่อ การเคลื่อนผ่านของสาร และการตอบสนองต่อการอักเสบภายใต้แรงทางกลที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม ปอดบนชิปแบบนี้ไม่ได้จำลองระบบทางเดินหายใจทุกส่วนหรือทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซให้ร่างกายทั้งร่าง [2]
3. ต่างจากการเพาะเลี้ยงเซลล์และ organoid อย่างไร
Organoid คือโครงสร้างเซลล์สามมิติที่เซลล์จัดระเบียบตัวเองจนแสดงลักษณะบางส่วนของเนื้อเยื่อต้นแบบ ส่วน organ-on-a-chip เน้นการออกแบบตำแหน่งเนื้อเยื่อ การเข้าถึงแต่ละด้านของเนื้อเยื่อ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ควบคุมได้ ทั้งสองแนวทางสามารถใช้ร่วมกัน โดยนำเซลล์จาก organoid มาเพาะในชิป [4]
| แบบจำลอง | จุดเด่นตามแนวทาง | ประเด็นที่ต้องพิจารณา |
|---|---|---|
| เซลล์สองมิติแบบอยู่นิ่ง | จัดการง่าย เข้าถึงเซลล์และทำการทดลองซ้ำได้สะดวก | สภาพแวดล้อมอาจขาดการไหล แรงทางกล และความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเยื่อ |
| Organoid | สร้างความหลากหลายของเซลล์และโครงสร้างที่จัดระเบียบตัวเองได้ | การเข้าถึงด้านในและควบคุมสภาพแวดล้อมแต่ละตำแหน่งอาจทำได้ยาก ขึ้นกับระบบ |
| Organ-on-a-chip | ควบคุมการไหล รอยต่อเนื้อเยื่อ และแรงกระตุ้น พร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลง | ต้องจัดการอุปกรณ์และสภาวะการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ความสามารถขึ้นกับเซลล์และแบบชิป |
| Organoid-on-a-chip | ผสานแหล่งเซลล์จาก organoid กับการควบคุมสภาพแวดล้อมบนชิป | ยังต้องตรวจความสม่ำเสมอและหน้าที่ของเซลล์หลังนำเข้าสู่ชิป |
ตารางนี้เปรียบเทียบแนวทางทั่วไป ไม่ใช่ลำดับว่าเทคโนโลยีใดดีกว่าเสมอ หากต้องการศึกษาปฏิกิริยาในเซลล์เพียงชนิดเดียว แบบจำลองที่เรียบง่ายอาจเพียงพอ แต่หากคำถามขึ้นกับแรงจากการไหลหรือการสื่อสารข้ามรอยต่อเนื้อเยื่อ ชิปอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญ [2–4]
ตัวอย่างของการผสานสองแนวทางคือ Intestine Chip ของ Kasendra และคณะในปี 2018 ซึ่งใช้เซลล์เยื่อบุจาก organoid ที่ได้จากชิ้นเนื้อลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ของมนุษย์มาสร้างแบบจำลองบนชิป งานนี้ต่อยอดจาก Gut Chip รุ่นที่ใช้เซลล์ Caco-2 และทำให้ศึกษาหน้าที่ของเยื่อบุที่มาจากเนื้อเยื่อมนุษย์ได้โดยตรงมากขึ้น แต่ผลยังขึ้นกับผู้บริจาคและสภาวะการเพาะเลี้ยง [3, 4]
4. จากการออกแบบชิปไปสู่การทดลองหนึ่งครั้ง
ขั้นตอนเริ่มจากการกำหนดสิ่งที่จะตอบ เช่น ยาทำให้แนวกั้นเนื้อเยื่อรั่วหรือไม่ หรือเนื้อเยื่อยังรักษาหน้าที่ได้หลังสัมผัสยาซ้ำหรือไม่ จากนั้นจึงเลือกเซลล์ โครงสร้างชิป และวิธีอ่านผลให้สัมพันธ์กับคำถาม [2, 4]
- จัดเซลล์และเมทริกซ์ ให้ได้ตำแหน่งและสภาพการยึดเกาะที่ต้องการ แล้วเพาะเลี้ยงจนแสดงหน้าที่พื้นฐานที่กำหนด
- ตั้งสภาวะการไหลและแรงกระตุ้น ให้เหมาะกับเนื้อเยื่อ ตรวจความคงตัวก่อนเริ่มทดสอบ และมีชุดควบคุมที่เหมาะสม
- ให้สารทดสอบตามแผน โดยกำหนดความเข้มข้น ระยะเวลา และช่องทางให้สาร พร้อมเก็บตัวอย่างตามช่วงเวลาที่ออกแบบ
- อ่านผลหลายด้านร่วมกัน เช่น โครงสร้างเซลล์ การผ่านของสาร และตัวบ่งชี้การบาดเจ็บ เพื่อแยกการเปลี่ยนหน้าที่ออกจากการตายของเซลล์
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือ ความเข้มข้นที่เติมเข้าไปอาจไม่เท่ากับความเข้มข้นที่เซลล์ได้รับ วัสดุ PDMS ที่ใช้ทำชิปบางชนิดสามารถดูดซึมโมเลกุลยาเข้าสู่เนื้อวัสดุได้ และผลแตกต่างกันตามสาร งานของ van Meer และคณะซึ่งทดลองกับหลุมเพาะเลี้ยงที่เคลือบ PDMS จึงชี้ให้เห็นความจำเป็นของการตรวจพฤติกรรมของสารกับวัสดุจริง ไม่ใช้ความเข้มข้นตั้งต้นแทนการสัมผัสที่เซลล์ได้รับโดยอัตโนมัติ [5]
5. นำไปใช้ศึกษาอะไรได้บ้าง
การทำงานของแนวกั้นเนื้อเยื่อและการอักเสบ
ชิปที่มีเยื่อบุสองด้านช่วยศึกษาว่าสารผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านอย่างไร และสิ่งกระตุ้นเปลี่ยนความสมบูรณ์ของแนวกั้นหรือไม่ ในระบบลำไส้ การเพิ่มการไหลและการยืดเป็นจังหวะยังใช้ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเยื่อบุกับจุลชีพบางชนิดภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมได้ โดยไม่ได้แปลว่าได้จำลองจุลชีพทั้งหมดในลำไส้แล้ว [2, 3]
ระบบหลายอวัยวะและการเดินทางของยา
หากเชื่อมชิปของเนื้อเยื่อต่างชนิดด้วยการถ่ายโอนของเหลว นักวิจัยสามารถศึกษาผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างอวัยวะได้ งานของ Herland และคณะในปี 2020 ใช้ชิปลำไส้ ตับ และไตที่เชื่อมกัน ร่วมกับแบบจำลองคำนวณและการปรับสเกล เพื่อทำนายพารามิเตอร์ทางเภสัชจลนศาสตร์ของนิโคตินที่ให้ผ่านด้านลำไส้เทียบกับข้อมูลในมนุษย์ [6]
การต่อชิปเข้าด้วยกันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนเนื้อเยื่อ ปริมาตรของเหลว อัตราการไหล และการสูญเสียยาในอุปกรณ์ด้วย ระบบหลายอวัยวะยังไม่ได้มีทุกกระบวนการควบคุมเหมือนร่างกายมนุษย์ และผลทำนายต้องประเมินแยกตามสารและคำถามที่ทดสอบ [6]
การประเมินความเป็นพิษต่อตับ
Ewart และคณะรายงานการศึกษาในปี 2022 ที่ใช้ Liver-Chip รวม 870 ชิป ทดสอบยาชนิดโมเลกุลเล็กที่ทราบประวัติความเป็นพิษหรือไม่เป็นพิษต่อตับแล้ว 27 ชนิด โดยใช้เซลล์ตับหลัก (primary hepatocytes) จากผู้บริจาคสามราย งานลักษณะนี้ประเมินว่าชิปจำแนกความเสี่ยงที่ทราบจากมนุษย์ได้เพียงใด เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับสารใหม่ [7]
ตัวเลข 870 หมายถึงจำนวนชิปในโครงการ ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยหรือจำนวนยาต่างชนิด ผลจากชุดยาที่คัดเลือกไว้ยังไม่ยืนยันว่าชิปจะทำนายความเป็นพิษของยาทุกชนิดได้เท่ากัน และต้องพิจารณาความครอบคลุมของกลไกการบาดเจ็บ ความหลากหลายของผู้บริจาค และการทดสอบซ้ำโดยหน่วยงานอื่นด้วย [7]
6. รู้ได้อย่างไรว่าชิปจำลองอวัยวะได้ดีจริง
เซลล์ยังมีชีวิตอยู่ไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าชิปทำหน้าที่เหมือนเนื้อเยื่อเป้าหมาย ต้องมีผลวัดที่เกี่ยวกับหน้าที่นั้น เช่น การผ่านของสารในแบบจำลองเยื่อบุ หรือการหลั่งโปรตีนและการตอบสนองต่อยาของแบบจำลองตับ [4, 7]
ภาพที่ 2 สรุปความเชื่อมโยงตั้งแต่สร้างเนื้อเยื่อ ให้สารทดสอบ ไปจนถึงอ่านผล โดยภาพที่ 2c เน้นว่าควรเปรียบเทียบกับชุดควบคุมและอ่านผลหลายด้าน แทนการตัดสินจากภาพเซลล์หรือสัญญาณเพียงค่าเดียว การตรวจสารที่หลั่งออกมาอาจอาศัยการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการหรือ ไบโอเซนเซอร์ ที่เหมาะกับสารเป้าหมาย โดยต้องตรวจสมรรถนะของวิธีอ่านผลแยกจากสมรรถนะของเนื้อเยื่อด้วย [5, 7, 8]

ในการประเมินเพื่อใช้งาน ควรถามอย่างน้อยว่า
- จำลองหน้าที่ใด และขาดองค์ประกอบใด ต้องระบุขอบเขตที่แบบจำลองตอบได้ให้ชัด
- สภาวะพื้นฐานคงตัวหรือไม่ และระบบตอบสนองต่อสารควบคุมตามที่คาดหรือไม่
- ทำซ้ำได้เพียงใด เมื่อเปลี่ยนวัน ผู้ปฏิบัติงาน ชุดการผลิต หรือผู้บริจาคเซลล์
- สัมผัสสารในระดับใดจริง และวิธีตรวจวัดแยกผลของเนื้อเยื่อออกจากผลของวัสดุหรืออุปกรณ์ได้หรือไม่
- ผลช่วยตัดสินใจเรื่องใด มีข้อมูลเปรียบเทียบที่สอดคล้องกับบริบทนั้น และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับร่างแนวทางของ FDA เดือนมีนาคม 2026 เกี่ยวกับวิธีประเมินแนวใหม่ที่ช่วยลดหรือทดแทนการใช้สัตว์ (new approach methodologies; NAMs) ซึ่งวางกรอบการตรวจสอบตามบริบทการใช้ ความเกี่ยวข้องกับชีววิทยามนุษย์ ลักษณะสมรรถนะทางเทคนิค และความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์ เอกสารนี้ยังมีสถานะเป็นร่าง ณ วันที่ตรวจสอบ [8]
7. ข้อจำกัดที่ยังต้องแก้
ข้อจำกัดทางชีววิทยาคือแบบจำลองมักเลือกเซลล์และหน้าที่เพียงบางส่วน จึงอาจขาดการสื่อสารจากระบบภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน หรืออวัยวะอื่น การใช้เซลล์มนุษย์ช่วยลดความต่างระหว่างสปีชีส์ได้บางด้าน แต่ไม่ได้ทำให้ผลแทนการตอบสนองของคนทุกวัย ทุกโรค และทุกพื้นฐานพันธุกรรมได้ทันที [4, 6]
ข้อจำกัดทางวิศวกรรมรวมถึงการรักษาการไหลและสภาวะการเลี้ยงให้คงตัว การเลือกวัสดุที่ไม่รบกวนสารทดสอบ และการเก็บตัวอย่างจากของเหลวปริมาตรน้อย ส่วนการขยายจำนวนการทดลองต้องรักษาความสม่ำเสมอทั้งตัวชิปและเซลล์ไปพร้อมกัน [5–7]
จึงต้องแยก การแสดงว่าเลียนแบบกลไกได้ ออกจาก การพิสูจน์ว่าทำนายผลได้ ชิปอาจแสดงการอักเสบหรือการรั่วของแนวกั้นได้ชัดเจน แต่ถ้าจะใช้ตัดสินความปลอดภัยของยา ยังต้องทราบความน่าเชื่อถือในบริบทนั้น และประเมินร่วมกับหลักฐานอื่น [8]
8. ใช้แทนสัตว์ทดลองได้แล้วหรือยัง
คำตอบขึ้นกับชนิดการทดสอบและหลักฐานของแต่ละระบบ ตัวอย่างความคืบหน้าที่ชัดเจนคือวันที่ 24 กันยายน 2024 FDA ประกาศรับหนังสือแสดงเจตจำนงของเทคโนโลยี Liver-Chip เข้าสู่โครงการ ISTAND เพื่อพิจารณาเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงตับบาดเจ็บจากยา แต่การรับหนังสือดังกล่าวเป็นขั้นแรกของกระบวนการรับรองเครื่องมือสามขั้น ไม่ใช่การอนุมัติชิปทุกชนิดให้แทนการทดสอบในสัตว์ได้ทั้งหมด [9]
ต่อมา FDA เผยแพร่แผนลดการใช้สัตว์ในการศึกษาความปลอดภัยก่อนคลินิกในปี 2025 และร่างกรอบการตรวจสอบ NAMs ในปี 2026 แนวทางนี้เปิดพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลจากระบบเซลล์มนุษย์ ชิป และแบบจำลองคำนวณร่วมกัน แต่ต้องพิจารณาว่าชุดหลักฐานตอบความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์นั้นได้เพียงพอหรือไม่ [8, 10]
สำหรับ Liver-Chip โดยเฉพาะ บริษัท Emulate ผู้พัฒนาระบบรายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2026 ว่าได้ยื่นชุดเอกสารฉบับเต็มเพื่อขอรับรองเครื่องมือ (full qualification package; FQP) ในโครงการ ISTAND แล้ว ความคืบหน้านี้เป็นข้อมูลการยื่นเอกสารที่บริษัทประกาศ และยังไม่ใช่ผลตัดสินรับรองเครื่องมือจาก FDA [11]
สำหรับวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบให้ชีววิทยา ของไหล วัสดุ และการตรวจวัดทำงานร่วมกันอย่างตรวจสอบได้ เมื่ออ่านงาน organ-on-a-chip คำถามสำคัญคือ จำลองหน้าที่อะไร ใช้เซลล์จากไหน ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างไร วัดผลอะไร และตรวจสอบกับข้อมูลชนิดใด คำตอบเหล่านี้ช่วยบอกว่าชิปเหมาะกับการศึกษากลไก คัดกรองยา หรือสนับสนุนการตัดสินใจในบริบทใด มากกว่าชื่ออวัยวะที่ติดอยู่บนอุปกรณ์
เรียบเรียงและตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 16 ตุลาคม 2026
เอกสารอ้างอิง
- National Center for Advancing Translational Sciences. Tissue Chip Frequently Asked Questions [Internet]. Updated 2024 Apr 22 [cited 2026 Oct 16]. Available from: NCATS, National Institutes of Health.
- Huh D, Matthews BD, Mammoto A, Montoya-Zavala M, Hsin HY, Ingber DE. Reconstituting organ-level lung functions on a chip. Science. 2010;328(5986):1662–1668. doi:10.1126/science.1188302.
- Kim HJ, Huh D, Hamilton G, Ingber DE. Human gut-on-a-chip inhabited by microbial flora that experiences intestinal peristalsis-like motions and flow. Lab Chip. 2012;12(12):2165–2174. doi:10.1039/C2LC40074J.
- Kasendra M, Tovaglieri A, Sontheimer-Phelps A, Jalili-Firoozinezhad S, Bein A, Chalkiadaki A, et al. Development of a primary human Small Intestine-on-a-Chip using biopsy-derived organoids. Sci Rep. 2018;8:2871. doi:10.1038/s41598-018-21201-7.
- van Meer BJ, de Vries H, Firth KSA, van Weerd J, Tertoolen LGJ, Karperien HBJ, et al. Small molecule absorption by PDMS in the context of drug response bioassays. Biochem Biophys Res Commun. 2017;482(2):323–328. doi:10.1016/j.bbrc.2016.11.062.
- Herland A, Maoz BM, Das D, Somayaji MR, Prantil-Baun R, Novak R, et al. Quantitative prediction of human pharmacokinetic responses to drugs via fluidically coupled vascularized organ chips. Nat Biomed Eng. 2020;4:421–436. doi:10.1038/s41551-019-0498-9.
- Ewart L, Apostolou A, Briggs SA, Carman CV, Chaff JT, Heng AR, et al. Performance assessment and economic analysis of a human Liver-Chip for predictive toxicology. Commun Med (Lond). 2022;2:154. doi:10.1038/s43856-022-00209-1. Author corrections. Commun Med (Lond). 2023;3:7. doi:10.1038/s43856-023-00235-7; 2023;3:16. doi:10.1038/s43856-023-00249-1.
- U.S. Food and Drug Administration. General Considerations for the Use of New Approach Methodologies in Drug Development: Draft Guidance for Industry [Internet]. 2026 Mar [cited 2026 Oct 16]. Available from: FDA.
- U.S. Food and Drug Administration. FDA’s ISTAND Pilot Program accepts a submission of first organ-on-a-chip technology designed to predict human drug-induced liver injury (DILI) [Internet]. 2024 Sep 24 [cited 2026 Oct 16]. Available from: FDA.
- U.S. Food and Drug Administration. Roadmap to Reducing Animal Testing in Preclinical Safety Studies [Internet]. 2025 Apr 10 [cited 2026 Oct 16]. Available from: FDA.
- Emulate Inc. Emulate Enters Final Stage of FDA ISTAND Program for Human Liver-Chip… [press release]. 2026 Sep 9 [cited 2026 Oct 16]. Available from: Emulate.