mRNA คืออะไร: หลักการทำงาน วัคซีน การรักษามะเร็ง และการประยุกต์ทางการแพทย์

, , Leave a comment

mRNA เป็นที่รู้จักจากวัคซีนโควิด-19[1] แต่การส่งคำสั่งให้เซลล์สร้างโปรตีนยังประยุกต์ได้อีกหลายทาง ทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อมะเร็ง สร้างเอนไซม์ที่ผู้ป่วยขาด และสร้างเครื่องมือแก้ไขยีน บทความนี้เริ่มจากหน้าที่ตามธรรมชาติของ mRNA ก่อนอธิบายการนำมาทำยา หลักฐานทางคลินิก และข้อจำกัดของแต่ละแนวทาง

mRNA คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไรในเซลล์

mRNA ย่อมาจาก messenger RNA หรืออาร์เอ็นเอส่งสาร เป็นโมเลกุลที่นำข้อมูลสำหรับสร้างโปรตีนไปให้ไรโบโซม (ribosome) อ่าน หากเปรียบ DNA เป็นข้อมูลต้นฉบับ mRNA ก็คล้ายสำเนาคำสั่งเฉพาะงานที่มีอายุจำกัดและถูกย่อยสลายได้[2]

ในเซลล์มนุษย์ที่มีนิวเคลียส กระบวนการนี้เกิดขึ้นตาม ภาพที่ 1: RNA polymerase II ถอดรหัสข้อมูลจาก DNA เป็น pre-mRNA (ภาพที่ 1a) แล้วเซลล์ปรับแต่ง RNA โดยทั่วไปมีการเติม 5′ cap และหาง poly(A) ส่วนยีนที่มีอินทรอนจะตัดอินทรอนออก แล้วต่อเอ็กซอนซึ่งเป็นส่วนที่คงอยู่ใน mRNA เข้าด้วยกัน (ภาพที่ 1b) การปรับแต่งหลายขั้นเริ่มได้ขณะยังถอดรหัส เมื่อ mRNA พร้อมใช้งานจึงถูกส่งผ่านรูที่เยื่อหุ้มนิวเคลียส (ภาพที่ 1c) ไปให้ไรโบโซมในไซโทพลาซึมอ่านเป็นคำสั่งสร้างสายกรดอะมิโน ซึ่งพับตัวและอาจถูกปรับแต่งต่อเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ได้ (ภาพที่ 1d) mRNA เป็นแม่แบบ ไม่ได้เปลี่ยนตัวมันเองเป็นโปรตีน[3],[4]

กระบวนการตามธรรมชาติของ mRNA ในเซลล์มนุษย์ ตั้งแต่ถอดรหัส DNA และปรับแต่ง RNA ในนิวเคลียส ส่งออกผ่านรูนิวเคลียส แล้วแปลรหัสเป็นโปรตีนที่ไรโบโซมในไซโทพลาซึม
ภาพที่ 1 การเกิดและหน้าที่ของ mRNA ตามธรรมชาติในเซลล์มนุษย์: (a) RNA polymerase II ใช้ DNA เป็นแม่แบบในการสร้าง pre-mRNA (b) การปรับแต่ง RNA รวมถึงการเติม 5′ cap หาง poly(A) และการตัดอินทรอนพร้อมต่อเอ็กซอนสำหรับยีนที่มีอินทรอน (c) mRNA ที่พร้อมใช้งานถูกส่งออกผ่านรูที่เยื่อหุ้มนิวเคลียส และ (d) ไรโบโซมอ่าน mRNA เพื่อสร้างสายโปรตีน ซึ่งสามารถพับตัวต่อไปได้ (อ้างอิง [2], [3], [4])

จากโมเลกุลธรรมชาติ สู่เทคโนโลยีสำหรับทำยา

mRNA สำหรับการแพทย์ออกแบบให้มีรหัสของโปรตีนเป้าหมาย โดยทั่วไปประกอบด้วย 5′ cap ส่วนที่ไม่แปลรหัสบริเวณ 5′ และ 3′ (untranslated regions; UTRs) บริเวณที่แปลรหัสเป็นโปรตีน และหาง poly(A) องค์ประกอบเหล่านี้มีผลต่อความเสถียรและการสร้างโปรตีน การผลิตมักใช้แม่แบบ DNA ถอดรหัสในหลอดทดลอง (in vitro transcription) ก่อนทำให้บริสุทธิ์และเตรียมสูตรนำส่ง[1]

อุปสรรคหนึ่งคือระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดตรวจจับ RNA จากภายนอกได้ งานของ Katalin Karikó, Drew Weissman และคณะในปี 2005 แสดงว่าการดัดแปลงนิวคลีโอไซด์บางชนิดช่วยลดการกระตุ้นตัวรับและเซลล์ภูมิคุ้มกันในระบบทดลอง ความรู้นี้เป็นรากฐานของการพัฒนา mRNA ทางการแพทย์ และนำไปสู่รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ปี 2023 ของ Karikó และ Weissman[5],[6]

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี mRNA จึงมีได้หลายรูปแบบ ทั้งชนิดการดัดแปลง RNA ลำดับรหัส และสูตรนำส่ง การออกแบบต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของยา รวมถึงระดับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ต้องการ[1],[5]

ทำไมต้องมีอนุภาคนำส่ง mRNA

การมีรหัสที่ถูกต้องยังไม่พอ mRNA ต้องไปถึงไซโทพลาซึมจึงจะถูกแปลรหัสได้ ระบบนำส่งที่ใช้แพร่หลายคือ อนุภาคไขมันระดับนาโน (lipid nanoparticles; LNPs) ซึ่งช่วยห่อหุ้ม RNA หลังเซลล์นำอนุภาคเข้าไปในถุงเอนโดโซม (endosome) RNA ต้องหลุดออกจากถุงนี้ก่อน ขั้นตอน endosomal escape เป็นคอขวดสำคัญ งานติดตามในเซลล์มีชีวิตปี 2025 พบอุปสรรคทั้งการแยกตัวของไขมันกับ RNA และการปล่อย RNA ออกมาได้เพียงบางส่วน การตรวจพบอนุภาคในเซลล์จึงยังไม่ยืนยันว่า RNA พร้อมสร้างโปรตีน[7]

ภาพที่ 2 เชื่อมการออกแบบสาย mRNA (ภาพที่ 2a) การห่อหุ้มด้วย LNP (ภาพที่ 2b) และการปล่อย RNA สู่ไซโทพลาซึม (ภาพที่ 2c) ให้เห็นว่าตัวนำส่งต้องพา RNA ไปถึงบริเวณที่ไรโบโซมทำงาน[1],[7]

โครงสร้าง mRNA อนุภาคไขมันนำส่ง และการปล่อย mRNA ในไซโทพลาซึมเพื่อสร้างโปรตีนที่ไรโบโซม

ภาพที่ 2 โครงสร้างและการนำส่ง mRNA: (a) องค์ประกอบหลักเรียงจากปลาย 5′ ไปยังปลาย 3′ (b) อนุภาคไขมันช่วยห่อหุ้มและนำส่ง mRNA และ (c) การนำเข้าเซลล์ การหลุดออกจากเอนโดโซม และการแปลรหัสเป็นโปรตีนในไซโทพลาซึม โดย mRNA ถูกย่อยสลายได้ภายหลัง (อ้างอิง [1], [7])

วัคซีน mRNA ทำงานอย่างไร

วัคซีน mRNA ส่งคำสั่งให้เซลล์บางส่วนสร้าง แอนติเจน (antigen) หรือเป้าหมายที่ระบบภูมิคุ้มกันจดจำ ตัวอย่างเช่นวัคซีน mRNA โควิด-19 ใช้คำสั่งสร้างโปรตีนสไปก์ที่ออกแบบไว้ เพื่อกระตุ้นทั้งแอนติบอดีและ T cells โดยไม่มีไวรัส SARS-CoV-2 ที่สมบูรณ์สำหรับเพิ่มจำนวนในร่างกาย การทดลองแบบสุ่มของ BNT162b2 ปี 2020 เป็นหลักฐานสำคัญ แต่ค่าประสิทธิผลยุคแรกไม่สามารถใช้แทนทุกสูตร ทุกสายพันธุ์ หรือทุกช่วงเวลาได้[8]

แม้ mRNA จะถูกย่อยสลาย ความทรงจำของระบบภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่ได้นานกว่า และช่วยให้ตอบสนองเมื่อพบเชื้อจริง ระยะเวลาที่ตรวจพบ RNA จึงไม่ใช่ระยะเวลาป้องกันโรค ซึ่งต้องประเมินจากผลของวัคซีนแต่ละผลิตภัณฑ์[1]

ตัวอย่างวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ

ตัวอย่าง การใช้งานและสถานะที่ตรวจสอบ ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัด
Comirnaty วัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ที่มีการอนุมัติจาก FDA สหรัฐฯ[9] สูตร ช่วงอายุ และข้อบ่งใช้ต้องอ่านจากฉลากปัจจุบัน
mRESVIA FDA สหรัฐฯ ระบุข้อบ่งใช้ป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV ในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอายุ 18–59 ปีที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น[10] ข้อบ่งใช้การอนุมัติกับคำแนะนำว่าควรฉีดให้ใครเป็นคนละเรื่อง
mCombriax วัคซีนรวมไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 สำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ได้รับอนุญาตทำตลาดในสหภาพยุโรปวันที่ 20 เมษายน 2026[11] การอนุมัติในสหภาพยุโรปไม่ได้ยืนยันการวางจำหน่ายหรือการอนุมัติในไทย
Kostaive วัคซีนโควิด-19 ชนิด self-amplifying mRNA ได้รับอนุญาตทำตลาดในสหภาพยุโรปวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2025[12] มีรหัสสร้างเอนไซม์เพิ่มสำเนา RNA ภายในเซลล์ เป็นแพลตฟอร์มย่อยที่ต่างจาก mRNA ทั่วไป

Self-amplifying mRNA หรือ sa-mRNA มีรหัสสร้างเอนไซม์ replicase เพื่อเพิ่มสำเนา RNA ชั่วคราวในเซลล์ โดยไม่สร้างไวรัสที่แพร่ต่อได้ คุณสมบัตินี้ไม่ได้ยืนยันว่ามีประสิทธิผลหรือปลอดภัยกว่าสูตรอื่น ต้องพิจารณาผลทดลองของผลิตภัณฑ์นั้น[12]

วัคซีน mRNA ถูกออกแบบและผลิตจำนวนมากได้อย่างไร?

ออกแบบคำสั่งและเตรียมแม่แบบ DNA

การพัฒนาวัคซีนเริ่มจากเลือกแอนติเจนที่ต้องการให้ภูมิคุ้มกันจดจำ เช่น โปรตีนสไปก์ของไวรัส แล้วออกแบบลำดับ mRNA ให้สร้างโปรตีนเป้าหมายได้เหมาะสม ทั้งบริเวณแปลรหัสและองค์ประกอบปลายสาย การปรับรหัสบางแบบเปลี่ยนลำดับนิวคลีโอไทด์โดยคงลำดับกรดอะมิโนไว้ แต่การออกแบบยังต้องผ่านการทดสอบการสร้างโปรตีน การศึกษาก่อนคลินิก และการประเมินในคนตามข้อกำหนดก่อนอนุมัติใช้[1]

จากนั้นเตรียม DNA ที่มีรหัสตรงกับ mRNA ที่ออกแบบไว้ วิธีที่ใช้ในวัคซีนบางผลิตภัณฑ์คือใส่รหัสในพลาสมิด เพิ่มจำนวนพลาสมิดในแบคทีเรีย แยกให้บริสุทธิ์ แล้วตัดเป็น DNA สายตรงสำหรับใช้เป็นแม่แบบ ขั้นนี้ผลิตวัตถุดิบ DNA ส่วนการสร้าง mRNA ในขั้นต่อไปเกิดด้วยเอนไซม์นอกเซลล์[1],[13]

ผลิต mRNA ทำให้บริสุทธิ์ และเตรียมสูตรวัคซีน

ในขั้น in vitro transcription (IVT) เอนไซม์ RNA polymerase ใช้แม่แบบ DNA และนิวคลีโอไทด์สร้าง mRNA หลายสำเนาในถังปฏิกิริยา โดยจัดให้ RNA มี 5′ cap และหาง poly(A) ตามแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจเติมระหว่างหรือหลังการถอดรหัสตามกระบวนการที่เลือก จึงสามารถผลิต mRNA เป็นชุดใหญ่โดยใช้ปฏิกิริยาชีวเคมีที่ควบคุมได้[1],[13]

หลังสังเคราะห์ จะย่อยแม่แบบ DNA เช่นด้วย DNase และทำให้ RNA บริสุทธิ์เพื่อลด DNA เอนไซม์ นิวคลีโอไทด์ที่เหลือ และผลพลอยได้ เช่น RNA สองสายหรือ RNA ที่มีขนาดไม่ตรงเป้า จากนั้นผสม mRNA กับไขมันภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมให้เกิด LNP แล้วปรับเป็นสูตรวัคซีน แม่แบบ DNA ไม่ใช่สารออกฤทธิ์ของวัคซีน mRNA และต้องตรวจสิ่งตกค้างตามเกณฑ์คุณภาพ จึงไม่ควรตีความว่าขั้นทำให้บริสุทธิ์รับรองการไม่มี DNA เหลือแม้แต่โมเลกุลเดียว[1],[13],[14]

การผลิตจำนวนมากต้องรักษาคุณภาพเดิมเมื่อขยายปริมาณหรือเพิ่มชุดผลิต โรงงานจึงใช้หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (GMP) ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ ปฏิกิริยา การผสมไขมัน จนถึงการบรรจุแบบปลอดเชื้อ มีการตรวจระหว่างกระบวนการและก่อนปล่อยผ่านล็อต เช่น เอกลักษณ์และความสมบูรณ์ของ RNA สิ่งตกค้าง ขนาดและการห่อหุ้มของอนุภาค ความสามารถสร้างโปรตีน ความปราศจากเชื้อ และเอนโดท็อกซิน ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านข้อกำหนดของล็อตก่อนนำไปใช้ พร้อมเก็บและขนส่งตามฉลาก[1],[13]

ส่วนไหนถูกนำไปฉีดเข้าคน?

ส่วนที่นำไปฉีดคือวัคซีนสำเร็จรูปซึ่งมี mRNA ห่อหุ้มใน LNP อยู่ในน้ำยาที่มีบัฟเฟอร์และสารช่วยตามสูตร เช่น ซูโครสใน Comirnaty ผลิตภัณฑ์อาจบรรจุในขวดหรือกระบอกฉีดยาสำเร็จรูปตามฉลาก ส่วน DNA แม่แบบและเอนไซม์เป็นวัตถุดิบการผลิตที่ต้องลดและควบคุมสิ่งตกค้าง โปรตีนแอนติเจนจะถูกสร้างขึ้นเมื่อเซลล์รับ mRNA หลังฉีด ตามกลไกในภาพที่ 2c[9],[14]

ภาพที่ 3 เชื่อมการออกแบบและเตรียมแม่แบบ (ภาพที่ 3a–b) เข้ากับการผลิต mRNA การทำให้บริสุทธิ์ และการเตรียม LNP (ภาพที่ 3c–e) ก่อนบรรจุและตรวจปล่อยผ่านล็อต (ภาพที่ 3f) โดยภาพที่ 3g ขยายให้เห็นองค์ประกอบหลักของวัคซีนที่นำไปฉีด[1],[13],[9]

การออกแบบและผลิตวัคซีน mRNA ตั้งแต่เลือกแอนติเจน เตรียมแม่แบบ DNA ถอดรหัสนอกเซลล์ ทำให้บริสุทธิ์ ห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมัน บรรจุและตรวจคุณภาพ จนถึงวัคซีนสำเร็จรูปที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ภาพที่ 3 จากการออกแบบสู่วัคซีน mRNA ที่นำไปใช้: (a) เลือกแอนติเจนและออกแบบลำดับ RNA (b) เตรียมแม่แบบ DNA โดยตัวอย่างนี้ใช้พลาสมิดเพิ่มจำนวนในแบคทีเรีย ก่อนทำให้บริสุทธิ์และเตรียมเป็น DNA สายตรง (c) สังเคราะห์ mRNA ด้วยเอนไซม์นอกเซลล์ (d) ทำให้ RNA บริสุทธิ์เพื่อลดแม่แบบ DNA เอนไซม์ และผลพลอยได้ (e) ผสมกับไขมันให้เป็น mRNA–LNP (f) บรรจุแบบปลอดเชื้อและทดสอบเพื่อปล่อยผ่านล็อต และ (g) วัคซีนสำเร็จรูปมี mRNA–LNP ในน้ำยาที่มีบัฟเฟอร์และสารช่วยตามสูตร ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การควบคุมคุณภาพครอบคลุมระหว่างกระบวนการด้วย (อ้างอิง [1], [13], [14], [9])

mRNA ใช้รักษามะเร็งได้อย่างไร

“วัคซีนมะเร็ง” ในบริบทนี้คือ วัคซีนเพื่อการรักษา (therapeutic cancer vaccine) สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งแล้ว หรือหลังผ่าตัดเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ แนวทางหนึ่งใช้ นีโอแอนติเจน (neoantigens) หรือเป้าหมายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเนื้องอก โดยเปรียบเทียบตัวอย่างเนื้องอกกับตัวอย่างปกติ คัดเป้าหมายที่คาดว่าจะนำเสนอต่อ T cells ได้ แล้วออกแบบ mRNA เฉพาะบุคคลให้สร้างเป้าหมายหลายชนิด[15]

เมื่อเซลล์สร้างแอนติเจนและนำเสนอชิ้นส่วนเปปไทด์ร่วมกับโมเลกุลนำเสนอแอนติเจน MHC จะช่วยกระตุ้น T cells ที่จำเป้าหมายนั้นผ่านตัวรับ T-cell receptor (TCR) โดย CD8 T cells สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งที่นำเสนอเป้าหมายตรงกัน เนื่องจากเนื้องอกอาจกดภูมิคุ้มกัน จึงมีการทดสอบร่วมกับยา immune checkpoint inhibitor เช่น pembrolizumab ซึ่งจับ PD-1 บน T cells เพื่อลดสัญญาณยับยั้งการทำงานของเซลล์[15],[16]

ภาพที่ 4 แสดงการใช้ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคล (ภาพที่ 4a–d) และกระตุ้น T cells ให้จดจำเนื้องอก (ภาพที่ 4e–f) ในภาพที่ 4f การจดจำเป้าหมายผ่าน TCR–peptide–MHC แสดงแยกจากการยับยั้ง PD-1/PD-L1 ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งของสูตรรักษาร่วม[15],[16]

ขั้นตอนพัฒนาวัคซีน mRNA มะเร็งเฉพาะบุคคล ตั้งแต่ตรวจตัวอย่างและคัดนีโอแอนติเจนไปจนถึงกระตุ้น T cells ให้จดจำเนื้องอก

ภาพที่ 4 แนวทางพัฒนาวัคซีน mRNA มะเร็งเฉพาะบุคคล: (a) เก็บตัวอย่างเนื้องอกและตัวอย่างปกติ (b) ตรวจและเปรียบเทียบลำดับพันธุกรรม (c) คัดเลือกนีโอแอนติเจน (d) ผลิต mRNA และเตรียมระบบนำส่ง (e) การสร้างและนำเสนอแอนติเจนเพื่อกระตุ้น T cells และ (f) CD8 T cells จดจำเป้าหมายบนเซลล์มะเร็ง โดยแสดงการจับเป้าหมายผ่าน TCR–peptide–MHC แยกจากการยับยั้งสัญญาณ PD-1/PD-L1 ด้วย anti-PD-1 ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของสูตรรักษาร่วม (อ้างอิง [15], [16])

Melanoma: จากระยะที่ 2b สู่รายงานผลระยะที่ 3

KEYNOTE-942 ทดสอบ intismeran autogene (เดิมเรียก V940 หรือ mRNA-4157) ร่วมกับ pembrolizumab ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง melanoma ระยะ IIIB–IV ที่ผ่าตัดออกหมดแล้วและเสี่ยงกลับเป็นซ้ำ ผู้เข้าร่วม 157 คนถูกสุ่มเป็นกลุ่มรักษาร่วม 107 คน และกลุ่ม pembrolizumab อย่างเดียว 50 คน[16]

รายงานปี 2026 ที่ติดตามมัธยฐาน 60.3 เดือน พบ hazard ratio (HR) ของการกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตเท่ากับ 0.510 (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 0.294–0.887) ตัวเลขนี้หมายถึงอัตราเสี่ยงต่อเหตุการณ์ ณ แต่ละเวลาระหว่างติดตามลดลงประมาณ 49% เมื่อเทียบระหว่างกลุ่ม ไม่ใช่อัตราหายขาดเพิ่มขึ้น 49 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็นผลของสูตรรักษาร่วม การวิเคราะห์ติดตามครั้งนี้เป็นเชิงพรรณนา ส่วนผลต่อการรอดชีวิตโดยรวมยังไม่ชัดเจน[16]

วันที่ 19 สิงหาคม 2026 Merck และ Moderna ประกาศว่า INTerpath-001 ระยะที่ 3 ซึ่งมีผู้ป่วย 1,137 คน บรรลุจุดยุติหลักด้านระยะปลอดการกลับเป็นซ้ำ (RFS) และจุดยุติรองสำคัญด้านระยะปลอดการแพร่กระจายไกล (DMFS) เมื่อเทียบกับ pembrolizumab อย่างเดียว ทั้งสองตัวชี้วัดนับการเสียชีวิตเป็นเหตุการณ์ด้วย ประกาศนี้ยังเป็นผลเบื้องต้นจากผู้พัฒนา ไม่มีตัวเลขครบสำหรับประเมินขนาดประโยชน์อย่างอิสระ และยังติดตามการรอดชีวิตโดยรวม[17]

ประกาศวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ระบุว่าจะนำเสนอผลครั้งแรกในงาน ESMO Congress วันที่ 23–27 ตุลาคม ณ วันตรวจบทความนี้ intismeran ยังเป็นผลิตภัณฑ์ระหว่างการศึกษา ผลบวกจากการทดลองจึงยังไม่ใช่การอนุมัติใช้รักษา[18]

มะเร็งตับอ่อน: ผลสนับสนุนจากการศึกษาขนาดเล็ก

งานติดตามระยะที่ 1 ของ autogene cevumeran ในมะเร็งตับอ่อนชนิด pancreatic ductal adenocarcinoma (PDAC) ตีพิมพ์ปี 2025 พบ T cells ตอบสนองต่อวัคซีนใน 8 จาก 16 คน กลุ่มที่ตอบสนองมีระยะปลอดการกลับเป็นซ้ำนานกว่ากลุ่มที่ไม่ตอบสนอง ณ การติดตามมัธยฐาน 3.2 ปี อย่างไรก็ตาม การศึกษามีขนาดเล็ก ไม่ได้สุ่มเทียบการได้รับกับไม่ได้รับวัคซีน และใช้ร่วมกับการผ่าตัด atezolizumab และเคมีบำบัด mFOLFIRINOX ผลนี้จึงแสดงความสัมพันธ์ ยังแยกประโยชน์ของวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่ได้[19]

ผลในมะเร็งแต่ละชนิดอาจต่างกัน

วันที่ 28 สิงหาคม 2026 BioNTech ประกาศยุติการศึกษาระยะที่ 2 ของ autogene cevumeran แบบยาเดี่ยวในมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังผ่าตัดที่ยังตรวจพบ DNA จากเนื้องอกในเลือด (circulating tumor DNA; ctDNA) คณะกรรมการติดตามข้อมูลพบความไม่สมดุลเชิงตัวเลขด้านการรอดชีวิตระหว่างกลุ่ม และเห็นว่าศึกษาต่อไม่น่าจะเปลี่ยนผลด้านประสิทธิผล แม้บริษัทระบุว่าไม่พบสัญญาณความปลอดภัยใหม่ การศึกษาสูตรร่วมในมะเร็งตับอ่อนยังดำเนินต่อไป ข้อมูลนี้ย้ำว่าต้องประเมินแยกตามผลิตภัณฑ์ ชนิดมะเร็ง และสูตรรักษา[20]

การใช้งานอื่นของ mRNA

1. สร้างเอนไซม์ที่ผู้ป่วยขาด

mRNA-3927 ใช้ mRNA สองชนิดให้เซลล์ตับสร้างหน่วยย่อย PCCA และ PCCB ของเอนไซม์ที่บกพร่องในโรค propionic acidaemia การศึกษาระยะที่ 1/2 แบบเปิดเผยการรักษาปี 2024 มีผู้เข้าร่วม 16 คนและให้ยาทางหลอดเลือดดำซ้ำ ผลเบื้องต้นสนับสนุนความเป็นไปได้ แต่ขนาดตัวอย่างเล็กและไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังสรุปประสิทธิผลไม่ได้แน่ชัด การสร้างเอนไซม์ขึ้นทดแทนนี้ไม่ได้แก้ยีนต้นเหตุอย่างถาวร[21]

2. สร้างแอนติบอดีตามรหัสที่ออกแบบไว้

mRNA-1944 เข้ารหัสแอนติบอดีต่อไวรัสชิคุนกุนยา การศึกษาระยะที่ 1 ในอาสาสมัครสุขภาพดี 38 คน (กลุ่มยา 28 คน ยาหลอก 10 คน) ตรวจพบแอนติบอดีในเลือดและฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเมื่อทดสอบตัวอย่างภายนอกร่างกาย แนวทางนี้ให้เซลล์สร้างแอนติบอดีโดยตรง ต่างจากวัคซีนที่ส่งแอนติเจนให้ภูมิคุ้มกันเรียนรู้ ผลดังกล่าวยังไม่ยืนยันว่าป้องกันหรือรักษาโรคในผู้ป่วยได้[22]

3. สร้างเครื่องมือแก้ไขยีน

การศึกษา NTLA-2001 ในผู้ป่วย transthyretin amyloidosis ใช้ LNP ส่ง mRNA ให้สร้างเอนไซม์ Cas9 ร่วมกับ guide RNA ที่มุ่งเป้ายีน TTR แม้ mRNA จะอยู่ชั่วคราว ผลการแก้ DNA โดย Cas9 อาจคงอยู่ยาวนาน กลไกนี้จึงต่างจากวัคซีน mRNA ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้สร้างเครื่องมือแก้ไขยีน และต้องประเมินความเสี่ยงตามหน้าที่ของผลิตภัณฑ์[23]

4. ปรับหน้าที่ T cells ภายในร่างกาย

งานปี 2022 ใช้ LNP ที่มุ่งเป้า T cells ส่ง mRNA ให้สร้างตัวรับ chimeric antigen receptor (CAR) ชั่วคราว เพื่อจดจำเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับพังผืดหัวใจ พบผลลดพังผืดและปรับการทำงานของหัวใจในหนู เป็นตัวอย่างการเปลี่ยนหน้าที่เซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งต่างจาก CAR-T ที่ผลิตเซลล์ภายนอกร่างกายแล้วให้กลับแก่ผู้ป่วย ผลในหนูนี้ยังไม่ยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์[24]

โจทย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ยังต้องแก้

ส่งให้ถึงเซลล์เป้าหมาย สูตร LNP ที่เหมาะกับอวัยวะหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกอวัยวะ งาน selective organ targeting (SORT) แสดงในหนูว่าการปรับองค์ประกอบอนุภาคเปลี่ยนการนำส่งระหว่างตับ ปอด และม้ามได้ แต่ต้องพิสูจน์การกระจายตัว การสร้างโปรตีน และความปลอดภัยในมนุษย์ของแต่ละสูตร[25]

ควบคุมปริมาณและระยะเวลาสร้างโปรตีน ให้เหมาะกับงาน วัคซีนต้องการความทรงจำทางภูมิคุ้มกันที่คงอยู่หลัง RNA ลดลง ส่วนการทดแทนเอนไซม์อาจต้องให้ยาซ้ำและประเมินความทนต่อการรักษาต่อเนื่อง[1],[21]

รักษาคุณภาพและความคงตัว ต้องตรวจความสมบูรณ์ของ RNA สิ่งเจือปน คุณสมบัติอนุภาค ความสามารถสร้างโปรตีน และสภาวะเก็บรักษา การปรับรหัสได้รวดเร็วช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังต้องผ่านการควบคุมคุณภาพและประเมินทางคลินิก[1]

ประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยอย่างไร

ตัวชี้วัดต้องตรงกับการใช้งาน วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อควรดูการป่วยหรืออาการรุนแรง ส่วนวัคซีนมะเร็งต้องดูการกลับเป็นซ้ำ การแพร่กระจาย การรอดชีวิต และคุณภาพชีวิต การพบแอนติบอดีหรือ T cells เพิ่มขึ้นสนับสนุนกลไก แต่ใช้แทนประโยชน์ทางคลินิกไม่ได้เสมอ[1],[16],[19]

อาการหลังวัคซีน mRNA บางผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ปวดบริเวณฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงต้องเตรียมพร้อมดูแลการแพ้รุนแรง เช่นที่ระบุในฉลาก mRESVIA อัตราและรูปแบบอาการต้องอ่านจากข้อมูลของผลิตภัณฑ์นั้น[10]

อีกตัวอย่างคือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังวัคซีน mRNA โควิด-19 ซึ่งพบไม่บ่อย FDA ปรับคำเตือนในปี 2025 โดยระบุว่าความเสี่ยงที่สังเกตได้สูงที่สุดอยู่ในผู้ชายอายุ 12–24 ปี ข้อมูลนี้ไม่ใช่อัตราความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ mRNA ทุกชนิด ความปลอดภัยยังขึ้นกับตัวนำส่ง ขนาดและวิธีให้ยา การให้ซ้ำ และยาที่ใช้ร่วม การสลายตัวได้ของ RNA จึงไม่ได้หมายถึงปราศจากความเสี่ยง[26]

mRNA เปิดทางให้ใช้คำสั่งสร้างโปรตีนกับงานทางการแพทย์ได้หลากหลาย แต่ประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับขึ้นกับการออกแบบ การนำส่ง และผลทดลองของแต่ละผลิตภัณฑ์ การแยกกลไกที่เป็นไปได้ออกจากผลรักษาที่พิสูจน์แล้วจึงเป็นหัวใจของการประเมินเทคโนโลยีนี้[1],[7],[21]

เรียบเรียงและตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 15 ตุลาคม 2026

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. Evaluation of the quality, safety and efficacy of messenger RNA vaccines for the prevention of infectious diseases: regulatory considerations. In: WHO Expert Committee on Biological Standardization: seventy-fourth report. WHO Technical Report Series No. 1039, Annex 3. Geneva: WHO; 2022 [cited 2026 Oct 15]. Available from: WHO.
  2. National Human Genome Research Institute. Messenger RNA (mRNA) [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: NHGRI.
  3. National Human Genome Research Institute. Ribonucleic acid (RNA) fact sheet [Internet]. 2024 May 24 [cited 2026 Oct 15]. Available from: NHGRI.
  4. Alberts B, Johnson A, Lewis J, Raff M, Roberts K, Walter P. From DNA to RNA. In: Molecular Biology of the Cell. 4th ed. New York: Garland Science; 2002 [cited 2026 Oct 15]. Available from: NCBI Bookshelf.
  5. Karikó K, Buckstein M, Ni H, Weissman D. Suppression of RNA recognition by Toll-like receptors: the impact of nucleoside modification and the evolutionary origin of RNA. Immunity. 2005;23(2):165–175. doi:10.1016/j.immuni.2005.06.008.
  6. The Nobel Assembly at Karolinska Institutet. The Nobel Prize in Physiology or Medicine 2023: press release [Internet]. 2023 Oct 2 [cited 2026 Oct 15]. Available from: NobelPrize.org.
  7. Johansson JM, Du Rietz H, Hedlund H, Eriksson HC, Oude Blenke E, Pote A, et al. Cellular and biophysical barriers to lipid nanoparticle mediated delivery of RNA to the cytosol. Nat Commun. 2025;16:5354. doi:10.1038/s41467-025-60959-z.
  8. Polack FP, Thomas SJ, Kitchin N, Absalon J, Gurtman A, Lockhart S, et al. Safety and efficacy of the BNT162b2 mRNA Covid-19 vaccine. N Engl J Med. 2020;383(27):2603–2615. doi:10.1056/NEJMoa2034577.
  9. US Food and Drug Administration. Comirnaty [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: FDA; Package insert and patient package insert, revised August 2026.
  10. US Food and Drug Administration. MRESVIA [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: FDA; Package insert, revised August 2026.
  11. European Medicines Agency. mCombriax [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: EMA.
  12. European Medicines Agency. Kostaive [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: EMA.
  13. BioNTech. Comirnaty (BNT162b2) mRNA COVID-19 vaccine: what’s in it and why? Manufacturing process [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: BioNTech.
  14. European Medicines Agency. COVID-19 vaccines: key facts [Internet]. [cited 2026 Oct 15]. Available from: EMA.
  15. Sahin U, Derhovanessian E, Miller M, Kloke BP, Simon P, Löwer M, et al. Personalized RNA mutanome vaccines mobilize poly-specific therapeutic immunity against cancer. Nature. 2017;547(7662):222–226. doi:10.1038/nature23003.
  16. Khattak A, Carlino MS, Meniawy T, Ansstas G, Taylor MH, Kim KB, et al. Intismeran autogene plus pembrolizumab versus pembrolizumab alone in high-risk resected melanoma: 5-year update of the randomized phase IIb KEYNOTE-942 study. J Clin Oncol. 2026;44(26):2482–2489. doi:10.1200/JCO-26-00835.
  17. Merck, Moderna. Merck and Moderna announce Phase 3 INTerpath-001 trial of intismeran autogene plus KEYTRUDA met endpoints of recurrence-free survival (RFS) and distant metastasis-free survival (DMFS) in patients with completely resected stage IIB–IV melanoma [Internet]. 2026 Aug 19 [cited 2026 Oct 15]. Available from: Moderna.
  18. Merck. Merck showcases first-time pivotal Phase 3 results from oncology pipeline and continued innovative potential of existing portfolio at ESMO 2026 [Internet]. 2026 Oct 13 [cited 2026 Oct 15]. Available from: Merck.
  19. Sethna Z, Guasp P, Reiche C, Milighetti M, Ceglia N, Patterson E, et al. RNA neoantigen vaccines prime long-lived CD8+ T cells in pancreatic cancer. Nature. 2025;639:1042–1051. doi:10.1038/s41586-024-08508-4.
  20. BioNTech SE. BioNTech provides update on Phase 2 clinical trial of autogene cevumeran in resected colorectal cancer [Internet]. 2026 Aug 28 [cited 2026 Oct 15]. Available from: US Securities and Exchange Commission, Exhibit 99.1.
  21. Koeberl D, Schulze A, Sondheimer N, Lipshutz GS, Geberhiwot T, Li L, et al. Interim analyses of a first-in-human phase 1/2 mRNA trial for propionic acidaemia. Nature. 2024;628:872–877. doi:10.1038/s41586-024-07266-7. Author correction: Nature. 2024;629:E10. doi:10.1038/s41586-024-07413-0. Publisher correction: Nature. 2024;630:E13. doi:10.1038/s41586-024-07646-z.
  22. August A, Attarwala HZ, Himansu S, Kalidindi S, Lu S, Pajon R, et al. A phase 1 trial of lipid-encapsulated mRNA encoding a monoclonal antibody with neutralizing activity against Chikungunya virus. Nat Med. 2021;27:2224–2233. doi:10.1038/s41591-021-01573-6. Author correction: Nat Med. 2022;28:1095–1096. doi:10.1038/s41591-022-01817-z.
  23. Gillmore JD, Gane E, Taubel J, Kao J, Fontana M, Maitland ML, et al. CRISPR-Cas9 in vivo gene editing for transthyretin amyloidosis. N Engl J Med. 2021;385(6):493–502. doi:10.1056/NEJMoa2107454.
  24. Rurik JG, Tombácz I, Yadegari A, Méndez Fernández PO, Shewale SV, Li L, et al. CAR T cells produced in vivo to treat cardiac injury. Science. 2022;375(6576):91–96. doi:10.1126/science.abm0594.
  25. Cheng Q, Wei T, Farbiak L, Johnson LT, Dilliard SA, Siegwart DJ. Selective organ targeting (SORT) nanoparticles for tissue-specific mRNA delivery and CRISPR–Cas gene editing. Nat Nanotechnol. 2020;15(4):313–320. doi:10.1038/s41565-020-0669-6.
  26. US Food and Drug Administration. FDA approves required updated warning in labeling of mRNA COVID-19 vaccines regarding myocarditis and pericarditis following vaccination [Internet]. 2025 Jun 25 [cited 2026 Oct 15]. Available from: FDA.

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.