สมาร์ตวอตช์คัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผลทดสอบเทียบกับการตรวจมาตรฐาน PSG

, , Leave a comment

สมาร์ตวอตช์อาจช่วยชี้ว่าผู้ใช้ควรเข้ารับการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มเติมได้ งานวิจัยจาก Stanford University ซึ่งเผยแพร่วันที่ 27 สิงหาคม 2026 ทดสอบ Samsung Galaxy Watch เทียบกับการตรวจการนอนหลับมาตรฐาน พบว่าอุปกรณ์มีความไวสูงในการคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่ยังมีผลบวกลวงที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กัน [1]

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงอยู่ที่การนำเซนเซอร์ขนาดเล็กบนข้อมือมาร่วมกับอัลกอริทึม เพื่อช่วยค้นหาผู้ที่อาจมีปัญหา โดยต้องกำหนดให้ชัดว่าผลแบบใดใช้คัดกรอง และผลแบบใดยังต้องยืนยันด้วยการตรวจทางคลินิก

จากสัญญาณแสงบนข้อมือ สู่การประเมินการหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ obstructive sleep apnea (OSA) เกี่ยวข้องกับการอุดกั้นทางเดินหายใจระหว่างนอนหลับ การประเมินมาตรฐานใช้ polysomnography (PSG) ส่วนการตรวจที่บ้านด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม หรือ home sleep apnea testing (HSAT) เป็นอีกทางเลือกในผู้ป่วยบางกลุ่มตามการประเมินของแพทย์ [3]

เอกสารขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) อธิบายฟังก์ชัน Sleep Apnea Feature ของ Samsung ว่าใช้สัญญาณแสงจากเซนเซอร์ photoplethysmography (PPG) เพื่อประมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หรือ SpO₂ ร่วมกับข้อมูลการเคลื่อนไหว อัลกอริทึมตรวจรูปแบบการลดลงของ SpO₂ และสร้างค่าประมาณดัชนีเหตุการณ์หยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว หรือ estimated apnea–hypopnea index (eAHI) [2]

กล่าวได้ว่าอุปกรณ์กำลังอนุมานความผิดปกติจากสัญญาณที่วัดได้บนข้อมือ คุณภาพสัญญาณและวิธีตัดสินผลจึงเป็นส่วนสำคัญของระบบ เอกสาร FDA ระบุทั้งการตรวจคุณภาพข้อมูลและการตัดสัญญาณที่มีการเคลื่อนไหวรบกวนก่อนนำไปวิเคราะห์ [2]

ทดสอบกับผู้ใหญ่ 152 คน และตรวจในห้องปฏิบัติการสองคืน

Arash Alavi และคณะรับผู้ใหญ่อายุอย่างน้อย 22 ปี จำนวน 152 คน ซึ่งเคยได้รับการวินิจฉัย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีโอกาสเป็นโรคสูงจากการประเมินเบื้องต้น ผู้เข้าร่วมใส่นาฬิกาพร้อมรับการตรวจ PSG คืนแรก จากนั้นใส่นาฬิกาที่บ้านอย่างน้อยสามคืน ก่อนกลับมาตรวจ PSG อีกครั้ง โดยมีผู้ตรวจครบสองคืน 147 คน [1]

อย่างไรก็ตาม การตรวจ PSG ครบไม่ได้หมายความว่านาฬิกาสร้างผลที่ใช้ได้ครบทุกคืน เอกสารเสริมระบุว่า ในผู้ตรวจครบ 147 คน มีข้อมูล eAHI จากนาฬิกาที่ใช้ได้อย่างน้อยหนึ่งคืน 135 คน และครบสองคืน 90 คน ข้อมูลที่ขาดหายบางส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพสัญญาณหรือการตรวจจับการนอนหลับ ผู้วิจัยอธิบายการนำข้อมูลจากคืนที่บ้านมาประกอบการวิเคราะห์ในกรณีข้อมูลในห้องปฏิบัติการไม่ครบด้วย ประเด็นข้อมูลที่ใช้ได้จึงต้องพิจารณาควบคู่กับค่าประสิทธิภาพเมื่อนำระบบไปใช้จริง [4]

ทีมวิจัยประเมินการตรวจพบ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงที่เกณฑ์ AHI ตั้งแต่ 15 เหตุการณ์ต่อชั่วโมง และศึกษาการจำแนกกลุ่มตามภาระจากออกซิเจนต่ำ หรือ hypoxic burden ซึ่งพิจารณาความลึก ระยะเวลา และความถี่ของช่วงที่ออกซิเจนลดลงด้วย [1]

ภาพการออกแบบการศึกษา แสดงการตรวจ PSG พร้อม Galaxy Watch สองคืนคั่นด้วยการใส่นาฬิกาที่บ้าน และแผนผังผู้เข้าร่วม 152 คนซึ่งตรวจครบ 147 คน
ภาพที่ 1 การออกแบบการศึกษา: (a) เปรียบเทียบข้อมูลจาก Galaxy Watch กับ PSG ในห้องปฏิบัติการสองคืน โดยมีช่วงใส่นาฬิกาที่บ้านระหว่างการตรวจ และ (b) แผนผังผู้เข้าร่วม ตั้งแต่ให้ความยินยอม 196 คน เข้าร่วมการตรวจคืนแรก 152 คน จนถึงผู้ตรวจครบคืนที่สอง 147 คน (Alavi et al., Journal of Clinical Sleep Medicine, 22, 150 (2026))

ความไว 94.1% ต้องอ่านคู่กับความจำเพาะ 66.7%

ที่เกณฑ์ eAHI ตั้งต้นเท่ากับ 15 นาฬิกามีความไว (sensitivity) 94.1% และความจำเพาะ (specificity) 66.7% ตัวเลขแรกบอกสัดส่วนที่อุปกรณ์ตรวจพบในกลุ่มซึ่งมีภาวะเป้าหมายตามการตรวจอ้างอิง ส่วนตัวเลขหลังบอกสัดส่วนที่อุปกรณ์ให้ผลลบได้ถูกต้องในกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ภาวะเป้าหมายนั้น [1,5]

เกณฑ์ eAHI
(เหตุการณ์/ชั่วโมง)
ความไว
(ช่วงความเชื่อมั่น 95%)
ความจำเพาะ
(ช่วงความเชื่อมั่น 95%)
15 — เกณฑ์ตั้งต้น 94.1%
84.1–98.0%
66.7%
51.0–79.4%
25.95 — เกณฑ์ที่เลือกให้เหมาะกับข้อมูลกลุ่มนี้ 82.4%
69.7–90.4%
94.9%
83.1–98.6%

ค่าตามที่รายงานในบทคัดย่อของงานวิจัย ช่วงความเชื่อมั่นแสดงความไม่แน่นอนของค่าประมาณ เกณฑ์ 25.95 เลือกให้เหมาะกับข้อมูลกลุ่มนี้ และยังต้องตรวจสอบกับข้อมูลชุดใหม่ ไม่ใช่คำแนะนำให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านาฬิกา จำนวนผู้ตรวจ PSG ครบ 147 คนต้องแยกจากจำนวนข้อมูลนาฬิกาที่ใช้ได้ในแต่ละการวิเคราะห์ [1,4,5]

ดังนั้น การสรุปว่า “นาฬิกาแม่นยำ 94%” จะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะความไวไม่ได้บอกโอกาสที่ผลบวกของผู้ใช้แต่ละคนจะถูกต้องทั้งหมด ที่ความจำเพาะ 66.7% ยังมีผลบวกเกิดขึ้นในกลุ่มที่ไม่ถึงเกณฑ์ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงตามวิธีอ้างอิงได้

ตารางยังแสดงให้เห็นโจทย์การเลือกจุดตัดอย่างชัดเจน เมื่อเพิ่มเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินผลบวก ความจำเพาะดีขึ้น แต่ความไวลดลง การออกแบบเครื่องมือคัดกรองจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการพลาดผู้มีภาวะเป้าหมายกับการส่งผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ไปตรวจเพิ่มเติม และต้องทดสอบเกณฑ์ที่เลือกกับข้อมูลชุดใหม่ด้วย

ผลจากกลุ่มเสี่ยงสูง ยังต้องทดสอบต่อในผู้ใช้ทั่วไป

ผู้เข้าร่วมงานนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือเคยได้รับการวินิจฉัยแล้ว จึงยังไม่ควรนำค่าประสิทธิภาพไปใช้แทนผลที่คาดว่าจะพบในผู้ซื้อสมาร์ตวอตช์ทั่วไป ความชุกของโรคในกลุ่มที่นำไปใช้ยังมีผลต่อโอกาสที่ผลบวกจะเป็นโรคจริงด้วย [5] นอกจากนี้ ผู้วิจัยระบุว่า Samsung สนับสนุนทุนและอุปกรณ์ในการศึกษา จึงเป็นข้อมูลที่ควรอ่านประกอบผลการทดสอบ [1]

สำหรับการใช้งานที่ได้รับการประเมินในสหรัฐฯ เอกสาร FDA ระบุให้ฟังก์ชันนี้ใช้ค้นหาสัญญาณ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ใหญ่อายุ 22 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย เป็นการประเมินที่ผู้ใช้เปิดใช้ตามต้องการ โดยต้องมีข้อมูลสองคืนที่เข้าเกณฑ์ภายใน 10 วัน และไม่ใช้แทนการวินิจฉัยมาตรฐาน [2] ขอบเขตการใช้งานดังกล่าวต้องแยกจากเกณฑ์รับผู้เข้าร่วมในงานวิจัยนี้ และไม่ได้หมายความว่าฟังก์ชันพร้อมใช้งานในอุปกรณ์หรือทุกประเทศเหมือนกัน

บทบาทที่น่าสนใจของสมาร์ตวอตช์จึงเป็นศักยภาพในการช่วยให้ผู้ใช้สังเกตความเสี่ยงและเข้าสู่กระบวนการตรวจเพิ่มเติม แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ยังไม่ยืนยันว่าการใช้ฟังก์ชันช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้นหรือทำให้ผลการรักษาดีขึ้น ส่วนการยืนยัน OSA ยังคงต้องอาศัยการประเมินทางคลินิกและการตรวจที่เหมาะสม แนวทาง AASM ระบุว่าการใช้เครื่องมือคัดกรองหรืออัลกอริทึมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับวินิจฉัย OSA [3]

เอกสารอ้างอิง

  1. Alavi A, Costa E, Matsumoto MMS, et al. Smartwatch-based detection of moderate-to-severe and high-risk obstructive sleep apnea. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2026;22:150. เผยแพร่ 27 สิงหาคม 2026. doi:10.1007/s44470-026-00159-8.
  2. U.S. Food and Drug Administration. De Novo Classification Request for Sleep Apnea Feature. DEN230041. เอกสารประเมินอุปกรณ์ของ FDA.
  3. Kapur VK, Auckley DH, Chowdhuri S, et al. Clinical practice guideline for diagnostic testing for adult obstructive sleep apnea: an American Academy of Sleep Medicine clinical practice guideline. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2017;13(3):479–504. doi:10.5664/jcsm.6506.
  4. Alavi A, Costa E, Matsumoto MMS, et al. Supplementary Figures for Smartwatch-based detection of moderate-to-severe and high-risk obstructive sleep apnea. 2026. Fig. S1–S4. เอกสารเสริมของงานวิจัย.
  5. U.S. Food and Drug Administration. Statistical Guidance on Reporting Results from Studies Evaluating Diagnostic Tests: Guidance for Industry and FDA Staff. 13 March 2007. แนวทางรายงานและตีความผลการประเมินชุดตรวจ.

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.