Conference

วัคซีน mRNA เฉพาะบุคคลร่วมกับ Keytruda ลดความเสี่ยงเมลาโนมากลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิต 42% ในการทดลองระยะที่ 3

เผยแพร่ · · แสดงความคิดเห็น

สารบัญบทความ

วัคซีน mRNA ที่ออกแบบจากเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละคนเริ่มมีหลักฐานจากการทดลองขนาดใหญ่รองรับ ผลการศึกษา INTerpath-001 ระยะที่ 3 ในผู้ป่วย 1,137 คน พบว่า intismeran autogene เมื่อให้ร่วมกับ pembrolizumab (Keytruda) หลังผ่าตัดมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ช่วยลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตได้ 42% เมื่อเทียบกับยาหลอกร่วมกับ pembrolizumab

ผลนี้นำเสนอโดยศาสตราจารย์ Georgina V. Long จาก Melanoma Institute Australia ในการประชุม ESMO Congress 2026 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2026 โดยศึกษาผู้ป่วยเมลาโนมาระยะ IIB–IV ที่ผ่าตัดเอามะเร็งออกทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่โรคจะกลับมา

วัคซีนที่สร้างจากลักษณะเฉพาะของมะเร็งแต่ละคน

intismeran หรือชื่อเดิม mRNA-4157/V940 เป็นวัคซีนเพื่อการรักษามะเร็ง ไม่ใช่วัคซีนป้องกันเมลาโนมาสำหรับคนทั่วไป กระบวนการเริ่มจากนำตัวอย่างเนื้องอกและเลือดมาตรวจหาการกลายพันธุ์เฉพาะของมะเร็ง แล้วใช้วิธีคำนวณคัดเลือกแอนติเจนใหม่ (neoantigen) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ระบบภูมิคุ้มกันอาจจดจำได้

จากนั้นจึงออกแบบ mRNA ให้เข้ารหัสแอนติเจนได้สูงสุด 34 ชนิดและผลิตเป็นวัคซีนของผู้ป่วยคนนั้นโดยเฉพาะ ภาพที่ 1 แสดงลำดับตั้งแต่เก็บตัวอย่างจนถึงให้วัคซีน ซึ่งเอกสารต้นฉบับระบุว่าใช้เวลาประมาณ 6–8 สัปดาห์

ขั้นตอนต้นฉบับการผลิตวัคซีน intismeran จากตัวอย่างเนื้องอกและเลือดจนฉีดให้ผู้ป่วย ใช้เวลาประมาณ 6–8 สัปดาห์
ภาพที่ 1 | ขั้นตอนผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคล จากตัวอย่างเนื้องอกและเลือด สู่การคัดเลือกแอนติเจนใหม่ ออกแบบ mRNA ผลิต และฉีดให้ผู้ป่วย ภาพต้นฉบับระบุระยะเวลากระบวนการประมาณ 6–8 สัปดาห์ (Long GV และคณะ, INTerpath-001, ESMO Congress 2026, LBA1, สไลด์ 6)

เมื่อได้รับวัคซีน เซลล์จะใช้ mRNA สร้างแอนติเจนและนำเสนอให้ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อกระตุ้นทีเซลล์ที่จำเพาะต่อมะเร็ง ส่วน pembrolizumab เป็นแอนติบอดีที่ยับยั้ง PD-1 ช่วยลดสัญญาณที่กดการทำงานของทีเซลล์ การให้ร่วมกันจึงมุ่งเพิ่มทั้งการจดจำเป้าหมายและการตอบสนองต่อเซลล์มะเร็ง

ผลการทดลอง: ที่ 2 ปี ไม่กลับเป็นซ้ำ 82.2% เทียบกับ 70.0%

การทดลองเป็นแบบสุ่มและปกปิดสองทาง ผู้ป่วย 757 คนได้รับ intismeran ร่วมกับ pembrolizumab และอีก 380 คนได้รับยาหลอกร่วมกับ pembrolizumab วัคซีนฉีดเข้ากล้ามทุก 3 สัปดาห์ สูงสุด 9 ครั้ง ขณะที่ pembrolizumab ให้ทางหลอดเลือดทุก 6 สัปดาห์ สูงสุด 9 รอบ ระยะติดตามผลมัธยฐานอยู่ที่ 24.6 เดือน

ภาพที่ 2 แสดงผลหลักจากผู้ป่วยทั้งหมดตามกลุ่มที่สุ่ม หรือ intention-to-treat (ITT) เส้นสีเขียวอมฟ้าของกลุ่มวัคซีนร่วมกับ pembrolizumab อยู่เหนือเส้นสีน้ำเงินของกลุ่มควบคุม โดยที่ 2 ปี อัตรารอดชีวิตโดยไม่กลับเป็นซ้ำ (recurrence-free survival: RFS) อยู่ที่ 82.2% เทียบกับ 70.0%

กราฟต้นฉบับ INTerpath-001 แสดง RFS ที่ 2 ปี 82.2% เทียบกับ 70.0% และ hazard ratio 0.58
ภาพที่ 2 | การรอดชีวิตโดยไม่กลับเป็นซ้ำในการวิเคราะห์ผู้ป่วยทั้งหมดตามกลุ่มที่สุ่ม เส้นสีเขียวอมฟ้าคือ intismeran ร่วมกับ pembrolizumab (757 คน) และสีน้ำเงินคือยาหลอกร่วมกับ pembrolizumab (380 คน) ที่ 24 เดือนมีอัตรารอดชีวิตโดยไม่กลับเป็นซ้ำ 82.2% และ 70.0% ตามลำดับ; ตัวเลขในวงเล็บแสดงช่วงความเชื่อมั่น 95% และตารางใต้กราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยที่ยังอยู่ในการติดตามและยังไม่เกิดเหตุการณ์ (Long GV และคณะ, INTerpath-001, ESMO Congress 2026, LBA1, สไลด์ 14)

ตัวเลข 42% มาจาก hazard ratio เท่ากับ 0.58 (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 0.45–0.75; p<0.001) ซึ่งเปรียบเทียบอัตราการเกิดเหตุการณ์กลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตระหว่างการติดตาม ส่วนผลต่างของ RFS ณ 2 ปีคือ 12.2 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 12 คนต่อผู้ป่วย 100 คนที่ยังมีชีวิตและไม่กลับเป็นซ้ำเพิ่มขึ้น ตัวเลขสองแบบนี้วัดประโยชน์คนละมุม จึงไม่ควรตีความว่าผู้ป่วยหายขาดเพิ่มขึ้น 42 คนจากทุก 100 คน

การรักษาร่วมยังลดความเสี่ยงการแพร่กระจายไปอวัยวะไกลหรือเสียชีวิตได้ 38% (HR 0.62; ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 0.45–0.85) โดยอัตรารอดชีวิตโดยไม่มีการแพร่กระจายไกลที่ 2 ปีเท่ากับ 88.5% เทียบกับ 80.2%

ความปลอดภัยและสิ่งที่ยังต้องติดตาม

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 3–5 ที่ผู้วิจัยประเมินว่าเกี่ยวข้องกับการรักษาพบ 14.2% ในกลุ่มรักษาร่วม และ 13.4% ในกลุ่มควบคุม อาการที่พบบ่อยในกลุ่มรักษาร่วม ได้แก่ ไข้ ปวดบริเวณฉีด และอ่อนเพลีย แม้ไม่พบสัญญาณความปลอดภัยใหม่ แต่การรักษายังคงมีความเสี่ยงและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมรักษา

ข้อมูลการรอดชีวิตโดยรวม (overall survival) ยังไม่สมบูรณ์ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าการเพิ่มวัคซีนช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนขึ้นมากเพียงใด หรือประโยชน์จะคงอยู่นานเท่าไร ผลนี้ใช้กับผู้ป่วยเมลาโนมาที่ผ่าตัดออกหมดแล้วตามเกณฑ์การศึกษา ยังไม่ควรนำไปสรุปแทนผลในมะเร็งชนิดอื่น

ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2026 intismeran ยังเป็นการรักษาที่อยู่ระหว่างการศึกษา ผู้พัฒนา Merck/MSD และ Moderna กำลังประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแล เอกสารนำเสนอระบุว่ารายงานวิจัยได้รับการตอบรับใน The New England Journal of Medicine และวางแผนเผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2026 ผลครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของการรักษาที่ออกแบบจากพันธุกรรมมะเร็งเฉพาะบุคคล ขณะที่ผลระยะยาวและการเข้าถึงการรักษายังต้องติดตาม

แหล่งข้อมูลต้นฉบับ

1. Long GV, Khattak MA, Gogas HJ, et al. INTerpath-001: Phase 3 Study of the mRNA-Based Individualized Neoantigen Therapy (INT) Intismeran Autogene plus Pembrolizumab vs Pembrolizumab Alone for Adjuvant Treatment of Resected Stage IIB-IV Melanoma. ESMO Congress 2026; 24 October 2026; Madrid. LBA1. เอกสารนำเสนอฉบับเต็ม | หน้ารวมเอกสารของ Moderna

2. Merck and Moderna. ผลการทดลอง INTerpath-001 และข้อมูลความปลอดภัย. 22 October 2026.

3. Berman D. Recapping the Phase 3 INTerpath-001 Results. Moderna. 24 October 2026.

4. ClinicalTrials.gov. INTerpath-001 (NCT05933577). การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผู้พัฒนา Merck/MSD และ Moderna.

กลับไปสารบัญบทความ ↑

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.