Bioinformatics

Bioinformatics คืออะไร: จากข้อมูลชีวภาพสู่ความเข้าใจโรคและการออกแบบงานวิจัย

เผยแพร่ · · ปรับปรุงล่าสุด · 2 ความคิดเห็น

สารบัญบทความ

ฉบับปรับปรุงเนื้อหาโดย sarapuk — 13 ตุลาคม 2026 • บทความต้นฉบับโดย Temsiri Songjaroen เผยแพร่ 22 มีนาคม 2010

เมื่อเครื่องมือในห้องปฏิบัติการอ่านลำดับ DNA วัดการแสดงออกของยีน หรือเก็บข้อมูลจากเซลล์จำนวนมาก สิ่งที่ได้ยังเป็นข้อมูลที่ต้องผ่านการตรวจคุณภาพและตีความ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลำดับที่พบอยู่ในยีนใด เซลล์แต่ละชนิดกำลังทำอะไร หรือความแตกต่างที่เห็นเกี่ยวข้องกับโรคจริงหรือไม่ คำถามเหล่านี้เป็นงานสำคัญของ ชีวสารสนเทศศาสตร์ หรือ Bioinformatics

Bioinformatics ผสมความรู้ด้านชีววิทยา วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสถิติ เพื่อเก็บ จัดระเบียบ วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลชีวภาพ ตัวอย่างได้แก่ลำดับ DNA และกรดอะมิโน ตลอดจนข้อมูลที่อธิบายตำแหน่งและหน้าที่ของลำดับเหล่านั้น งานจึงครอบคลุมทั้งฐานข้อมูล เครื่องมือคำนวณ และการตีความผล ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเขียนโปรแกรมหรือการใช้ AI เท่านั้น [1]

แนวคิดของบทความเดิมที่ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยจัดการข้อมูลจำนวนมากและช่วยวางแผนทดลองยังใช้ได้ แต่ผลคำนวณมีขอบเขตตามข้อมูลและแบบจำลองที่ใช้ การทำนายช่วยจัดลำดับสิ่งที่ควรตรวจต่อ ไม่ได้ยืนยันผลการทดลองล่วงหน้าเสมอไป

ภาพแนวคิด Bioinformatics แสดง DNA, RNA, โปรตีน และข้อมูลเชิงพื้นที่ ผ่านการตรวจคุณภาพ การจัดเรียงลำดับและนับข้อมูล ก่อนตีความ ตรวจสอบผล และปรับแผนการศึกษา
ภาพที่ 1 กระบวนการ Bioinformatics เริ่มจากข้อมูล DNA, RNA, โปรตีน และข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับข้อมูลตัวอย่าง ผ่านการตรวจคุณภาพและวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ ก่อนตีความและตรวจสอบด้วยหลักฐานอิสระ (ภาพแนวคิด สำหรับอธิบายบทความ โมเดลโมเลกุลและภาพบนหน้าจอเป็นภาพสมมติ ไม่ใช่โครงสร้างที่วัดได้หรือข้อมูลการทดลองจริง)

ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มีอะไรบ้าง

ข้อมูลแต่ละชนิดตอบคำถามต่างกัน การเลือกวิธีวิเคราะห์จึงต้องเริ่มจากคำถามทางชีววิทยา และวิธีที่ใช้วัดข้อมูลนั้น ไม่ใช่เริ่มจากโปรแกรมที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว [2]

ชนิดข้อมูล ตัวอย่างคำถาม ข้อควรระวัง
จีโนม (Genomics) ลำดับ DNA แตกต่างกันตรงไหน มีการเพิ่ม ลบ หรือสลับชิ้นส่วนหรือไม่ ผลขึ้นกับคุณภาพการอ่านและจีโนมอ้างอิงที่ใช้
ทรานสคริปโตม (Transcriptomics) ยีนใดมี RNA มากหรือน้อยต่างกันระหว่างสภาวะ ปริมาณ RNA ไม่เท่ากับปริมาณหรือกิจกรรมของโปรตีนโดยตรง
ข้อมูลระดับเซลล์เดี่ยวและเชิงพื้นที่ เซลล์แต่ละกลุ่มมีลักษณะอย่างไร และอยู่บริเวณใดในเนื้อเยื่อ ข้อมูลเชิงพื้นที่บางวิธีรวมหลายเซลล์ต่อจุดวัด
โปรตีนและโครงสร้างโมเลกุล โปรตีนมีลำดับ หน้าที่ หรือรูปร่างสามมิติอย่างไร ต้องแยกโครงสร้างที่วัดได้จากการทดลองกับโครงสร้างที่ทำนาย
ข้อมูลหลายระดับ (Multi-omics) DNA การควบคุมยีน RNA และโปรตีนเชื่อมโยงกันอย่างไร การรวมข้อมูลต้องคำนึงถึงตัวอย่าง วิธีวัด และความต่างระหว่างชุดข้อมูล

Bioinformatics มีส่วนทับซ้อนกับชีววิทยาเชิงคำนวณ (Computational biology) และชีวสถิติ ในการใช้งานจริงทีมวิจัยมักทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การออกแบบการทดลองไปจนถึงการสร้างแบบจำลองและอธิบายความไม่แน่นอน เส้นแบ่งระหว่างสาขาจึงไม่ได้ตายตัว

ตัวอย่างงานหนึ่งชิ้น: เปรียบเทียบการแสดงออกของยีน

สมมติว่าเราต้องการทราบว่าเซลล์หลังได้รับสารทดลองมีการตอบสนองต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างไร การวิเคราะห์ RNA sequencing หรือ RNA-seq เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นกระบวนการทำงานได้ชัดเจน โดยรายละเอียดต้องปรับตามการทดลองและชนิดข้อมูล [3]

  1. ออกแบบการทดลองและบันทึกข้อมูลตัวอย่าง ระบุเงื่อนไข กลุ่มควบคุม ตัวอย่างซ้ำทางชีวภาพ และปัจจัยที่อาจรบกวนผล เช่น วันเตรียมตัวอย่างหรือรอบการวัด หากทุกตัวอย่างกลุ่มทดลองอยู่คนละรอบกับกลุ่มควบคุม ความต่างจากรอบการวัดอาจแยกจากผลของสารทดลองไม่ได้
  2. ตรวจคุณภาพข้อมูลดิบ พิจารณาคุณภาพลำดับที่อ่านได้ การปนเปื้อน และข้อมูลที่ผิดปกติ สำหรับข้อมูลเซลล์เดี่ยวต้องพิจารณาเซลล์คุณภาพต่ำ RNA จากพื้นหลัง และกรณีที่ระบบจับเซลล์มากกว่าหนึ่งเซลล์ร่วมกันด้วย
  3. แปลงข้อมูลเป็นค่าที่วิเคราะห์ได้ ใช้วิธีจับคู่ลำดับกับจีโนมหรือทรานสคริปต์อ้างอิง หรือวิธีประมาณปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสร้างข้อมูลระดับยีนหรือทรานสคริปต์ การเลือกอ้างอิงและคำอธิบายยีนมีผลต่อผลลัพธ์
  4. วิเคราะห์ความแตกต่างด้วยสถิติ ใช้แบบจำลองที่เหมาะกับชนิดข้อมูลและการออกแบบการทดลอง พร้อมควบคุมปัญหาการทดสอบยีนจำนวนมาก พิจารณาทั้งขนาดความแตกต่าง ความไม่แน่นอน และอัตราการค้นพบผิด (False discovery rate; FDR)
  5. ตีความและทดสอบต่อ ตรวจว่าผลสอดคล้องกับชีววิทยาและหลักฐานอื่นหรือไม่ อาจตรวจยีนที่สนใจด้วยวิธีอิสระ หรือทดลองหน้าที่ของยีนนั้น ผลที่พบควรนำไปตั้งสมมติฐานต่ออย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างข้างต้นเป็นลำดับงานเพื่ออธิบายหลักคิด ไม่ใช่สูตรวิเคราะห์ที่ใช้ได้กับทุกชุดข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเซลล์เดี่ยว วิธีรวมชุดข้อมูล การจัดกลุ่ม และการทดสอบความแตกต่างมีข้อสมมติของตนเอง ต้องพิจารณาว่าหน่วยตัวอย่างอิสระเป็นผู้บริจาค สัตว์ทดลอง หรือการเพาะเลี้ยง ไม่ควรนับเซลล์จำนวนมากจากผู้บริจาคคนเดียวเสมือนเป็นผู้บริจาคจำนวนมาก [3]

ฐานข้อมูลและเครื่องมือทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร

ฐานข้อมูลช่วยให้ข้อมูลค้นหาและเชื่อมโยงกันได้ ส่วนเครื่องมือใช้คำนวณหรือแสดงผลจากข้อมูลนั้น ตัวอย่างเช่น Ensembl ใช้สำรวจจีโนมและคำอธิบายยีน UniProt ใช้ค้นข้อมูลลำดับและหน้าที่ของโปรตีน และทรัพยากรอย่าง PDBe เชื่อมโยงข้อมูลโครงสร้างโมเลกุลจาก PDB สำหรับโครงสร้างที่ทำนายด้วย AI มี AlphaFold Protein Structure Database ซึ่งต้องอ่านพร้อมค่าความเชื่อมั่นและข้อจำกัดของแบบจำลอง [2]

เครื่องมือค้นความคล้ายของลำดับ เช่น BLAST เปรียบเทียบลำดับ DNA หรือโปรตีนที่เราสนใจกับข้อมูลในฐานข้อมูล เพื่อหาบริเวณที่คล้ายกัน ความคล้ายช่วยตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือหน้าที่ แต่ต้องดูความยาวที่จับคู่ ความครอบคลุม นัยสำคัญของการจับคู่ และหลักฐานประกอบก่อนสรุปหน้าที่ของยีน [4]

ในการรายงานผลควรเก็บรหัสรายการข้อมูล (Accession) รุ่นของฐานข้อมูลหรือวันที่เข้าถึง รุ่นจีโนมอ้างอิง และรุ่นคำอธิบายยีนไว้ด้วย เพื่อให้ผู้อื่นตรวจสอบได้ว่าใช้ข้อมูลชุดใด การใช้ชื่อยีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเมื่อรายการหรือคำอธิบายถูกปรับปรุง

พัฒนาการสำคัญ: จากจีโนมอ้างอิงเส้นเดียวสู่ Pangenome

การเทียบลำดับกับจีโนมอ้างอิงช่วยให้ระบุตำแหน่งและเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างงานได้ แต่จีโนมอ้างอิงเส้นตรงหนึ่งชุดไม่สามารถแทนความหลากหลายของมนุษย์ทั้งหมดได้ แนวคิด แพนจีโนม (Pangenome) จึงรวบรวมลำดับจากหลายจีโนม และอาจใช้กราฟแสดงเส้นทางลำดับทางเลือก แทนการบังคับให้ข้อมูลทั้งหมดเทียบกับเส้นทางเดียว [5]

เปรียบเทียบจีโนมอ้างอิงเส้นตรงหนึ่งเส้นทางกับกราฟ pangenome ที่มีเส้นทางลำดับ DNA ทางเลือก
ภาพที่ 2 แบบเส้นตรงแสดงลำดับอ้างอิงหนึ่งเส้นทาง ขณะที่กราฟ pangenome สามารถแสดงช่วงลำดับ DNA ทางเลือก B และ B′ ภายในบริบทที่ใช้ร่วมกันได้ ตัวอักษรเป็นชิ้นส่วนลำดับสมมติ ไม่ใช่ยีนหรือข้อมูลผู้ป่วย และไม่ได้แสดงมาตราส่วนจริง

งานของ Liao และคณะในปี 2023 เสนอร่างจีโนมอ้างอิงมนุษย์แบบ pangenome ส่วนงานของ Logsdon และคณะในปี 2025 อ่านและประกอบจีโนมมนุษย์ที่มีความหลากหลาย 65 ราย ได้ลำดับที่แยกตามแฮโพลไทป์ 130 ชุด ช่วยศึกษาบริเวณซับซ้อนและความแปรผันเชิงโครงสร้างที่การอ้างอิงแบบเดิมจัดการได้ยาก ตัวเลขนี้หมายถึงขนาดชุดข้อมูลของงานวิจัยดังกล่าว ไม่ใช่จำนวนจีโนมทั้งหมดที่มีอยู่ในฐานข้อมูลปัจจุบัน [5][6]

ข้อจำกัดยังมีทั้งความครอบคลุมประชากร ความซับซ้อนของกราฟ และการปรับเครื่องมือวิเคราะห์ให้รองรับข้อมูล การแทนความหลากหลายได้ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าความแปรผันทุกตำแหน่งได้รับการอธิบายผลต่อสุขภาพแล้ว

ข้อมูลเซลล์เดี่ยวและเชิงพื้นที่เพิ่มคำถามแบบใหม่

การวัดจากเนื้อเยื่อรวมอาจซ่อนความต่างระหว่างเซลล์ การวิเคราะห์ระดับเซลล์เดี่ยวช่วยมองเห็นกลุ่มเซลล์และสภาวะของเซลล์ ขณะที่ข้อมูลเชิงพื้นที่ช่วยเชื่อมผลโมเลกุลกับตำแหน่งในเนื้อเยื่อ การรวมหลายชนิดข้อมูลอาจช่วยอธิบายได้ว่าเซลล์ใดมีการควบคุมยีนแบบใด และเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไร [3]

อย่างไรก็ตาม จุดที่อยู่ใกล้กันในภาพลดมิติ เช่น UMAP ไม่ใช่หลักฐานโดยลำพังว่าเซลล์มีสายพัฒนาการต่อกัน และกลุ่มที่โปรแกรมแบ่งให้ไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดเซลล์ใหม่ ต้องตรวจยีนบ่งชี้ การออกแบบการทดลอง และหลักฐานอิสระประกอบด้วย [13]

AI ช่วยทำนายโครงสร้าง แต่ยังต้องตรวจหลักฐาน

งาน AlphaFold 3 ของ Abramson และคณะในปี 2024 แสดงแบบจำลองที่ทำนายโครงสร้างร่วมของโปรตีน กรดนิวคลีอิก โมเลกุลขนาดเล็ก และองค์ประกอบอื่นได้ นี่เป็นตัวอย่างว่า Bioinformatics ไม่ได้หยุดที่การจัดเก็บลำดับ แต่ใช้ข้อมูลและแบบจำลองเพื่อเสนอภาพความสัมพันธ์ระดับโมเลกุลด้วย [7]

รูปร่างที่ทำนายได้ยังต้องตรวจคุณภาพ แบบจำลองอาจจัดอะตอมผิด ให้โครงสร้างที่ดูมีระเบียบในบริเวณที่จริงไม่เป็นระเบียบ หรือไม่สะท้อนการเคลื่อนไหวและหลายสภาวะของโมเลกุล การทำนายตำแหน่งจับของสารจึงไม่ใช่หลักฐานโดยตรงว่าสารนั้นจับจริง มีฤทธิ์รักษา หรือปลอดภัยในมนุษย์ [8]

ผลวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือต้องผ่านอะไรบ้าง

ความน่าเชื่อถือเริ่มจากข้อมูลและคำถามที่เหมาะสม ไม่ใช่กราฟที่ดูสวย ควรตรวจผลจากวิธีเตรียมตัวอย่าง ความต่างระหว่างรอบการวัด (Batch effect) ตัวแปรกวน และการเลือกค่าพารามิเตอร์ หากสร้างโมเดลทำนาย ต้องแยกข้อมูลฝึกและข้อมูลทดสอบอย่างเหมาะสม ไม่ให้ข้อมูลของบุคคลหรือชุดตัวอย่างเดียวกันรั่วไปทั้งสองฝั่ง และควรทดสอบกับข้อมูลอิสระที่สอดคล้องกับบริบทการใช้งาน

สำหรับการแปลผลความแปรผันของยีนที่เกี่ยวกับโรคแบบเมนเดล กรอบ ACMG/AMP ปี 2015 แยกผลเป็นก่อโรค น่าจะก่อโรค ความหมายยังไม่แน่ชัด น่าจะไม่ก่อโรค และไม่ก่อโรค โดยใช้หลักฐานหลายชนิดร่วมกัน คะแนนจากโปรแกรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักฐาน ไม่ได้แทนการประเมินทางคลินิก และต้องพิจารณาคำแนะนำเพิ่มเติมหรือเกณฑ์เฉพาะยีนที่เกี่ยวข้องจาก ClinGen [9][10]

ความสามารถในการทำซ้ำก็สำคัญ ควรบันทึกชุดข้อมูล โค้ด รุ่นซอฟต์แวร์ พารามิเตอร์ และสภาพแวดล้อมที่ใช้ หลัก FAIR เสนอให้ข้อมูลค้นหาได้ เข้าถึงได้ ทำงานร่วมกันได้ และนำกลับมาใช้ได้ โดยการเข้าถึงอาจมีการยืนยันตัวตนหรือข้อจำกัดตามสิทธิ์ จึงไม่ได้หมายถึงเปิดข้อมูลจีโนมของทุกคนต่อสาธารณะ [11]

เริ่มเรียน Bioinformatics ได้อย่างไร

ผู้เริ่มต้นควรฝึกอ่านข้อมูลจากคำถามเล็ก ๆ ก่อน เช่น ค้นโปรตีนหนึ่งตัวใน UniProt สำรวจตำแหน่งยีนใน Ensembl หรือใช้ BLAST เปรียบเทียบลำดับที่ทราบที่มา แล้วอธิบายว่าผลตอบคำถามใดและยังตอบอะไรไม่ได้ เมื่อเริ่มทำงานกับข้อมูลจำนวนมากจึงค่อยเพิ่มทักษะ Linux การเขียน Python หรือ R การจัดการตาราง และสถิติที่เกี่ยวข้อง EMBL-EBI มีชุดบทเรียนเบื้องต้นสำหรับฝึกใช้ทรัพยากรเหล่านี้ [12]

คุณค่าของ Bioinformatics อยู่ที่การเชื่อมข้อมูลกับคำถามทางชีววิทยาอย่างตรวจสอบได้ เครื่องมือช่วยให้ทำงานกับข้อมูลซับซ้อนและวางแผนการทดลองได้ดีขึ้น ส่วนความเข้าใจที่นำไปใช้จริงต้องอาศัยการตรวจคุณภาพ การตีความความไม่แน่นอน และหลักฐานที่เหมาะสมกับข้อสรุปนั้น

อ้างอิง

  1. National Human Genome Research Institute (NHGRI). Bioinformatics. Genetics Glossary. (เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  2. European Bioinformatics Institute (EMBL-EBI). Services.(เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  3. Heumos L, Schaar AC, Lance C, et al. Best practices for single-cell analysis across modalities. Nature Reviews Genetics. 2023;24:550–572. doi:10.1038/s41576-023-00586-w.
  4. National Center for Biotechnology Information (NCBI). BLAST: Basic Local Alignment Search Tool. เครื่องมือและคำอธิบาย (เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  5. Liao WW, Asri M, Ebler J, et al. A draft human pangenome reference. Nature. 2023;617:312–324. doi:10.1038/s41586-023-05896-x.
  6. Logsdon GA, Ebert P, Audano PA, et al. Complex genetic variation in nearly complete human genomes. Nature. 2025;644:430–441. doi:10.1038/s41586-025-09140-6. อ่านร่วมกับ Author Correction. Nature. 2025;645:E6. doi:10.1038/s41586-025-09547-1.
  7. Abramson J, Adler J, Dunger J, et al. Accurate structure prediction of biomolecular interactions with AlphaFold 3. Nature. 2024;630:493–500. doi:10.1038/s41586-024-07487-w.
  8. EMBL-EBI Training. What AlphaFold 3 struggles with. AlphaFold: A practical guide. บทเรียนข้อจำกัดของแบบจำลอง (เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  9. Richards S, Aziz N, Bale S, et al. Standards and guidelines for the interpretation of sequence variants: a joint consensus recommendation of the American College of Medical Genetics and Genomics and the Association for Molecular Pathology. Genetics in Medicine. 2015;17:405–423. doi:10.1038/gim.2015.30.
  10. Clinical Genome Resource (ClinGen). Sequence Variant Interpretation. คำแนะนำประกอบการใช้เกณฑ์แปลผล (เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  11. Wilkinson MD, Dumontier M, Aalbersberg IJ, et al. The FAIR Guiding Principles for scientific data management and stewardship. Scientific Data. 2016;3:160018. doi:10.1038/sdata.2016.18.
  12. EMBL-EBI Training. Introductory bioinformatics. ชุดบทเรียนเบื้องต้น (เข้าถึง 13 ตุลาคม 2026).
  13. Luecken MD, Theis FJ. Current best practices in single-cell RNA-seq analysis: a tutorial. Molecular Systems Biology. 2019;15:e8746. doi:10.15252/msb.20188746.

กลับไปสารบัญบทความ ↑

2 ความคิดเห็น

  1. noon

    21 เมษายน 2010 16:12

    Bioinformatics เรียกเป็นภาษาไทยว่า ชีวสารสนเทศศาสตร์ มีจุดประสงค์เพื่อบริหารจัดการข้อมูลด้านชีววิทยาที่มีจำนวนมากๆ ใช้กับการวิจัยทางด้านเภสัชศาสตร์ก็ได้นะ

    ตอบกลับ
    • Pongsak ผู้เขียนบทความ

      21 เมษายน 2010 16:21

      ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล รายละเอียดมีอีกเยอะมากครับยังไม่มีเวลาเพิ่มเติม ที่จริงแล้วบทความนี้เป็นของคุณ Temsiri ครับ ต้องให้เคดิตเขาล่ะ

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.