
นักวิจัยจาก University of Missouri สหรัฐอเมริกา นำโดย Ai-Ling Lin รายงานผลการทดลองนำร่องในมนุษย์ว่า ยา rapamycin (หรือ sirolimus) ซึ่งเป็นยาที่ถูกศึกษาในฐานะยาชะลอวัย สามารถเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง (cerebral blood flow) ได้มากกว่า 15% ในหลายบริเวณของสมอง แต่ผลนี้พบเฉพาะในผู้ที่มียีน APOE4 ซึ่งเป็นยีนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เท่านั้น ผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cerebral Blood Flow & Metabolism
ทำไมต้องศึกษาในคนที่ยังไม่มีอาการ
โรคอัลไซเมอร์พบมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มียีน APOE4 ทีมวิจัยจึงตั้งคำถามว่า หากชะลอความเสื่อมของสมองได้ตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ ก็อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ ก่อนหน้านี้งานวิจัยของทีมเดียวกันในหนูที่มียีน APOE4 พบว่า rapamycin ช่วยชะลอการเสื่อมของสมองและเพิ่มการไหลเวียนเลือด งานนี้จึงเป็นการทดสอบแนวคิดดังกล่าวในมนุษย์เป็นครั้งแรก
เรามาดูการทดลองเป็นลำดับดังนี้
- ผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี อายุ 45–65 ปี ที่ความจำยังปกติ (cognitively normal) จำนวน 23 คนที่อยู่จนจบการทดลอง แบ่งเป็นผู้มียีน APOE4 จำนวน 9 คน และผู้ไม่มียีน 14 คน
- ทุกคนได้รับ rapamycin ขนาดต่ำ 1 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เป็นการทดลองแบบกลุ่มเดียว (single-arm) ไม่มีกลุ่มยาหลอก (placebo)
- ผลลัพธ์หลักคือการไหลเวียนเลือดในสมอง ส่วนผลลัพธ์รองได้แก่ สารเมแทบอไลต์ในพลาสมา (plasma metabolomics) สารก่อการอักเสบ (inflammatory cytokines) ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของโรคอัลไซเมอร์ (AD biomarkers) และองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiome)

ผลการทดลอง
ในกลุ่มที่มียีน APOE4 การไหลเวียนเลือดในสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 15% ในหลายบริเวณของสมอง ขณะที่กลุ่มที่ไม่มียีนไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงที่มียีน APOE4 มีการไหลเวียนเลือดดีขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโปรไฟล์ด้านเมแทบอลิซึมและการอักเสบดีขึ้น โดยมีผลข้างเคียงน้อย
“เรายังพบว่าผู้หญิงที่มียีน APOE4 มีการไหลเวียนเลือดในสมองดีขึ้นมากที่สุด ซึ่งมีความสำคัญเพราะเกือบสองในสามของผู้ป่วยอัลไซเมอร์เป็นผู้หญิง”
Ai-Ling Lin ศาสตราจารย์ University of Missouri School of Medicine หัวหน้าทีมวิจัย
ทีมวิจัยมองว่างานนี้เป็นตัวอย่างของการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) คือการหาว่าใครจะได้ประโยชน์จากยามากที่สุด แทนที่จะให้ยาแบบเดียวกับทุกคน
ข้อควรระวังในการตีความ
แม้ผลจะน่าสนใจ แต่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นการทดลองนำร่องขนาดเล็กเพียง 23 คน ใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์ และไม่มีกลุ่มยาหลอกเปรียบเทียบ ที่สำคัญคือ งานนี้ยังไม่ได้แสดงว่า rapamycin ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือรักษาความจำได้ในระยะยาว การไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นเป็นเพียงตัวชี้วัดระหว่างทาง ทีมวิจัยระบุว่ากำลังวางแผนการทดลองที่ใหญ่ขึ้นและติดตามผลในระยะยาว
ดังนั้น ผลการศึกษานี้จึงยังไม่ใช่เหตุผลให้ผู้ใดหาซื้อยามารับประทานเอง แต่เป็นทิศทางที่น่าศึกษาอย่างมากสำหรับการป้องกันอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม
สำหรับคนที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดของรายงานวิจัยได้ที่ Rapamycin increases cerebral blood flow and modulates metabolic, inflammatory, and microbiome profiles in healthy middle-aged APOE4 carriers: A pilot single-arm trial
ข่าวจาก University of Missouri และ ScienceDaily
1 ความคิดเห็น