Medical Imaging

AI จาก Mayo Clinic พบสัญญาณมะเร็งตับอ่อนในภาพ CT ที่ดู “ปกติ” ได้ล่วงหน้าราว 16 เดือน

เผยแพร่ · · แสดงความคิดเห็น

ภาพ CT ตับอ่อนที่ถูกอ่านว่าปกติ ภาพ CT 2.4 ปีต่อมาที่พบเนื้องอก และแผนที่ลักษณะเนื้อเยื่อจาก REDMOD
ภาพที่ 1 | (A) ภาพ CT ของชายวัย 63 ปีที่ถูกอ่านว่าปกติ (กรอบเส้นประคือตับอ่อน) (B) ภาพ CT ของผู้ป่วยคนเดียวกัน 2.4 ปีต่อมา พบเนื้องอกขนาดใหญ่ (ลูกศรสีแดง) (C) แผนที่ลักษณะเนื้อเยื่อที่ REDMOD สร้างบนภาพ CT ครั้งแรก บริเวณสีแดง–เหลืองกระจุกตัวอยู่ในส่วนของตับอ่อนที่ภายหลังเกิดเนื้องอก ภาพ: Mukherjee et al., Gut 2026 (CC BY-NC 4.0)

สรุปสั้น ๆ

  • REDMOD ตรวจพบมะเร็งตับอ่อนในภาพ CT ที่เคยถูกอ่านว่าปกติได้ 73% เทียบกับ 38.9% ของรังสีแพทย์
  • ภาพที่ใช้ทดสอบถ่ายไว้ก่อนการวินิจฉัยราว 475 วัน (ค่ามัธยฐาน) หรือประมาณ 16 เดือน
  • ยังเป็นการศึกษาย้อนหลัง มีผลบวกลวงราว 19% และต้องพิสูจน์ต่อในการศึกษา AI-PACED

นักวิจัยจาก Mayo Clinic สหรัฐอเมริกา พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อ REDMOD (Radiomics-based Early Detection Model) สำหรับค้นหาสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนชนิด pancreatic ductal adenocarcinoma (PDAC) ซึ่งเป็นมะเร็งตับอ่อนที่พบบ่อยที่สุด จากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ช่องท้องที่รังสีแพทย์เคยอ่านว่า “ไม่พบมะเร็ง” ผลการทดสอบพบว่า REDMOD ตรวจพบผู้ป่วยที่ภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งได้ 73% เทียบกับ 38.9% เมื่อให้รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอ่านภาพชุดเดียวกัน โดยภาพในชุดทดสอบถ่ายไว้ก่อนการวินิจฉัยจริงโดยมีค่ามัธยฐานราว 475 วัน หรือประมาณ 16 เดือน งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ออนไลน์ในวารสาร Gut เมื่อเดือนเมษายน 2026 ตัวอย่างใน ภาพที่ 1 คือผู้ป่วยรายหนึ่งที่ภาพ CT ถูกอ่านว่าปกติ แต่ REDMOD ตรวจพบสัญญาณผิดปกติในตับอ่อนได้ตั้งแต่ 2.4 ปีก่อนการวินิจฉัย

ทำไมการตรวจพบเร็วจึงสำคัญ

มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งที่มีอัตรารอดชีวิตต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะในระยะแรกแทบไม่มีอาการ และการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อมักเล็กน้อยเกินกว่าจะมองเห็นได้จากภาพถ่ายทางการแพทย์ตามปกติ ข้อมูลของ National Cancer Institute ที่ Mayo Clinic อ้างถึงระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยมากกว่า 85% ได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว และอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปีต่ำกว่า 15% ทีมวิจัยยังอ้างถึงแบบจำลองที่ชี้ว่า หากสัดส่วนผู้ป่วยที่ตรวจพบขณะมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่เพิ่มจาก 10% เป็น 50% อัตรารอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว

REDMOD ทำงานอย่างไร

REDMOD อาศัยเทคนิคเรดิโอมิกส์ (radiomics) คือการแปลงภาพทางการแพทย์ให้เป็นค่าตัวเลขเชิงปริมาณ แทนการดูด้วยตาเพียงอย่างเดียว เรามาทำความเข้าใจเป็นลำดับดังนี้ (ภาพที่ 2)

  • ระบบค้นหาและกำหนดขอบเขตของตับอ่อนในภาพ CT โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องให้คนลากเส้นเอง ช่วยลดความแตกต่างของผลระหว่างผู้ใช้แต่ละคน
  • สกัดค่าเชิงปริมาณของภาพจำนวนมาก ซึ่งบอกถึงพื้นผิว (texture) และโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ทั้งจากภาพต้นฉบับและภาพที่ผ่านตัวกรอง เช่น wavelet
  • คัดเลือกค่าที่มีประโยชน์ที่สุด 40 ค่าด้วยวิธี mRMR (minimum redundancy maximum relevance) โดยราว 90% เป็นค่าพื้นผิวจากภาพที่ผ่านตัวกรอง
  • ให้โมเดลจำแนก 3 แบบ ได้แก่ logistic regression, random forest และ XGBoost ทำนายร่วมกัน แล้วเฉลี่ยความน่าจะเป็นเพื่อตัดสินว่าภาพนั้นมี “ลายเซ็น” ของมะเร็งที่ตามองไม่เห็นหรือไม่
แผนภาพขั้นตอนการทำงานของ REDMOD ตั้งแต่การแบ่งขอบเขตตับอ่อนจนถึงโมเดลจำแนกแบบ ensemble
ภาพที่ 2 | ขั้นตอนการทำงานของ REDMOD: แบ่งขอบเขตตับอ่อนอัตโนมัติ → สกัดค่าเรดิโอมิกส์ → คัดเลือกค่าด้วยวิธี mRMR → โมเดลจำแนก 3 แบบ (LR, RF, XGB) ทำงานร่วมกัน ภาพ: Mukherjee et al., Gut 2026 (CC BY-NC 4.0)

จุดที่น่าสนใจคือ ระบบนี้ออกแบบมาให้ใช้กับภาพ CT ที่ผู้ป่วยถ่ายไว้แล้วด้วยเหตุผลอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่เพิ่งเริ่มเป็นเบาหวาน

ผลการทดสอบ

ทีมวิจัยใช้ภาพ CT ช่องท้องของผู้ป่วย 219 คนที่ภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PDAC ภาพเหล่านี้ถ่ายไว้ก่อนการวินิจฉัยราว 3–36 เดือน และทั้งหมดเคยถูกอ่านว่าไม่พบมะเร็ง จากนั้นเปรียบเทียบกับภาพของคน 1,243 คนที่ไม่เป็นมะเร็งและได้รับการติดตามอย่างน้อย 3 ปี โดยจับคู่ตามอายุ เพศ และช่วงเวลาที่ถ่ายภาพ ข้อมูลถูกแบ่งเป็นชุดฝึก 969 ภาพ และชุดทดสอบแยกต่างหาก 493 ภาพ (ภาพก่อนวินิจฉัย 63 ภาพ ต่อภาพกลุ่มควบคุม 430 ภาพ หรือราว 1 ต่อ 6) ผลในชุดทดสอบเป็นดังนี้

  • ความไว (sensitivity) ของ REDMOD อยู่ที่ 73.0% เทียบกับ 38.9% ของรังสีแพทย์ช่องท้องที่ได้รับวุฒิบัตร 2 คน ซึ่งอ่านภาพทั้ง 493 ภาพโดยไม่ทราบข้อมูลทางคลินิก
  • ในภาพที่ถ่ายไว้ก่อนการวินิจฉัยนานกว่า 2 ปี REDMOD ตรวจพบได้ 68% ขณะที่รังสีแพทย์ตรวจพบได้ 23%
  • ค่าจำเพาะ (specificity) อยู่ที่ 81.1% และค่า AUC 0.82
  • เมื่อทดสอบเพิ่มเติมกับภาพของคนที่ไม่เป็นมะเร็งจากหลายสถาบัน 539 คน ได้ค่าจำเพาะ 81.3% และในชุดข้อมูลสาธารณะ NIH-PCT จำนวน 80 คน ได้ 87.5%
  • เมื่อวิเคราะห์ภาพของคนเดียวกันที่ถ่ายต่างเวลากัน ผลการทำนายตรงกัน 90–92%

“ตอนนี้ AI สามารถระบุลายเซ็นของมะเร็งได้จากตับอ่อนที่ดูปกติ”

Ajit Goenka, M.D. รังสีแพทย์ของ Mayo Clinic และผู้วิจัยอาวุโสของงานนี้

ข้อจำกัดที่ควรรู้

แม้ผลจะน่าสนใจอย่างมาก แต่ยังมีข้อควรระวังหลายข้อ

  • เป็นการศึกษาย้อนหลัง (retrospective) คือนำภาพเก่ามาวิเคราะห์ ยังไม่ได้ใช้คัดกรองผู้ป่วยจริงแบบไปข้างหน้า
  • อัตราผลบวกลวง (false positive) อยู่ที่ราว 19% หมายความว่าในคนที่ไม่เป็นมะเร็ง 100 คน ราว 19 คนจะถูกระบบแจ้งว่าผิดปกติ และในชุดทดสอบ ภาพที่ระบบแจ้งว่าผิดปกติเป็นมะเร็งจริงเพียงราว 36% ซึ่งหากนำไปใช้จริงอาจนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น
  • ผู้วิจัยตั้งสัดส่วนภาพมะเร็งต่อภาพปกติไว้ราว 1 ต่อ 6 เพื่อจำลองสถานการณ์ที่พบมะเร็งน้อย แต่สัดส่วนนี้ยังสูงกว่าที่พบในการคัดกรองจริงมาก
  • การทดสอบกับข้อมูลจากภายนอกทำได้เฉพาะค่าจำเพาะ ส่วนความไวยังไม่ได้ทดสอบกับข้อมูลชุดอื่น เพราะยังไม่มีชุดข้อมูลสาธารณะของภาพ CT ก่อนการวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อน
  • REDMOD ประเมินความเสี่ยงของตับอ่อนทั้งอวัยวะ ไม่ได้ระบุตำแหน่งของเนื้องอก ผู้วิจัยจึงมองว่าผลบวกจาก REDMOD ควรนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาตำแหน่ง เช่น การตรวจภาพทางโมเลกุล
  • การศึกษานี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประเมินผลในกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์ต่าง ๆ จึงยังต้องทดสอบในประชากรอื่น เช่น ประชากรในเอเชีย ก่อนจะบอกได้ว่าใช้ได้ดีแค่ไหนในวงกว้าง
  • เมื่อแบ่งตามช่วงเวลาก่อนการวินิจฉัย แต่ละกลุ่มย่อยมีจำนวนผู้ป่วยน้อย จึงยังเปรียบเทียบทางสถิติอย่างเป็นทางการไม่ได้

ก้าวต่อไป

ทีมวิจัยกำลังทดสอบ REDMOD ในทางคลินิกผ่านการศึกษาแบบไปข้างหน้า (prospective study) ชื่อ AI-PACED (Artificial Intelligence for Pancreatic Cancer Early Detection) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อประเมินทั้งความสามารถในการตรวจพบเร็ว จำนวนผลบวกลวง และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย

ดังนั้น REDMOD ยังไม่ใช่เครื่องมือที่พร้อมใช้คัดกรองทั่วไป แต่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในภาพ CT ซึ่งโรงพยาบาลถ่ายกันอยู่ทุกวัน อาจช่วยให้ตรวจพบมะเร็งที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งได้เร็วขึ้นในระยะที่ยังรักษาให้หายขาดได้ ผู้อ่านที่สนใจบทบาทของ AI ในการแพทย์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน AI แก้ปัญหาการแพทย์ได้แค่ไหน? 5 งานวิจัยเด่นและข้อจำกัด และการใช้ภาพทางการแพทย์ในการวางแผนรักษาได้ใน Theranostics คืออะไร

สำหรับคนที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดของรายงานวิจัยได้ที่ Next-generation AI for visually occult pancreatic cancer detection in a low-prevalence setting with longitudinal stability and multi-institutional generalisability (Gut, 2026)

ข่าวจาก Mayo Clinic News Network และ ScienceDaily

ภาพประกอบทั้งสองภาพนำมาจากบทความต้นฉบับโดยไม่ดัดแปลง เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-NC 4.0

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.